ตอนที่ 9
คนที่อ่านไม่ออก
ชาลี · 3 ต.ค. 69 · 6,561 ตัวอักษร
หน้าสี่พันหนึ่งร้อยสิบหก หน้าสี่พันหนึ่งร้อยสิบเจ็ด หน้าสี่พันหนึ่งร้อยสิบเก้า
คาเซลพลิกกลับไปหนึ่งหน้า แล้วพลิกไปข้างหน้าอีกครั้ง
สิบเจ็ด สิบเก้า
ไม่มีรอยฉีก ด้ายเย็บเล่มเรียบสนิท ทุกอย่างถูกต้อง ยกเว้นตัวเลขที่มุมล่างขวา ซึ่งกระโดดข้ามไปหนึ่งเหมือนคนก้าวพลาดขั้นบันได
หอจดหมายเหตุของทะเบียนตอนสองยามเงียบสนิท ยามเวรหลับคาเก้าอี้อยู่ชั้นล่าง กุญแจผู้ตรวจการชั้นสามของคาเซลเปิดได้แค่ห้องทะเบียนครัวเรือน และเขาบอกตัวเองว่านั่นแปลว่าเขาไม่ได้ผิดระเบียบ
นี่เป็นคืนที่สองแล้วที่เขาไม่ได้นอน
ทุกครั้งที่หลับตา เขาเห็นวงกลมหมึกเงินว่างเปล่าบนข้อมือนั้น ตราที่เขาเคยเห็นแค่ครั้งเดียว ในหน้าสุดท้ายของคู่มือผู้ตรวจการ ใต้หัวข้อที่เขียนเพียงว่า ระดับที่ไม่ต้องรายงานต่อผู้ใด นอกจากบัญชี
เล่มที่อยู่ตรงหน้าคือทะเบียนครัวเรือนย่านสะพานเก้า หน้าสี่พันหนึ่งร้อยสิบเจ็ดเขียนไว้ด้วยลายมืออาลักษณ์ที่เรียบร้อยเหมือนพิมพ์
ฮันนา แม่ค้าดอกไม้ บ้านสีเหลืองตรงหัวโค้ง อยู่ลำพัง
หน้าที่ควรจะต่อจากนั้นไม่มีอยู่
คาเซลลุกไปหยิบเล่มอื่น ย่านช่างหนัง ย่านท่าเรือ ย่านโคมเขียว ทุกเล่มเหมือนกัน เลขหน้ากระโดดข้ามทีละหนึ่ง สองบ้าง บางเล่มถึงห้า ราวกับเมืองทั้งเมืองเคยถูกเขียนยาวกว่านี้ แล้วมีใครค่อย ๆ ตัดออกทีละหน้าโดยไม่ทิ้งรอยกรรไกร
เขาไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเล่มย่านคลองตะวันตก เล่มที่มีชื่อเขาอยู่
แต่มือเขาเปิดไปเองแล้ว
คาเซล ดรูว์ ผู้ตรวจการชั้นสาม ห้องเช่าเหนือร้านเย็บเล่มหนังสือ ถนนเกลือป่น อยู่ลำพัง
หน้าก่อนหน้านั้นคือหน้าสองพันแปดร้อยหกสิบ หน้าของเขาคือสองพันแปดร้อยหกสิบสอง
คาเซลจ้องตัวเลขนั้นจนตัวหนังสือพร่า ขมับซ้ายปวดแปลบ แบบเดียวกับวันที่ได้กลิ่นฝนในห้องสอบ
เขาปิดเล่ม เก็บทุกเล่มกลับเข้าชั้นตามลำดับเดิม สันปกเสมอกันทุกเล่ม
เกือบทุกเล่ม
เล่มย่านคลองตะวันตก เขาวางยื่นออกมาจากแนวเล็กน้อย กว้างประมาณหนึ่งนิ้วมือ
ไม่มีเหตุผลอะไร เขาแค่อยากให้มีอะไรสักอย่างในห้องนี้ที่ไม่ตรงบรรทัด
เช้ามืดหลังคืนที่บ้านฮันนา ยายนั่งรออยู่ในร้านตอนที่ปิ๊ปย่องกลับมาทางประตูหลังพร้อมฝุ่นชอล์กเต็มเสื้อ
ไปป์ในมือยายไม่มีควัน ยายลืมจุดมัน
“ค้างบ้านเพื่อน” ยายอ่านโน้ตที่ปิ๊ปทิ้งไว้ออกเสียงช้า ๆ “เพื่อนคนไหน”
ปิ๊ปเตรียมคำโกหกมาตลอดทาง แต่พอยืนตรงหน้ายาย ทุกคำก็ร่วงหายไปหมด
“เมื่อคืนหนูเห็นคนลบคน” เธอพูด “ใส่เสื้อโค้ตขาว ถือยางลบสีเงิน มันลบเตียงของมิราไปต่อหน้าหนู แล้วเอายางลบมาถูหน้าหนู แต่หนูไม่หาย มันบอกว่าหนูอ่านไม่ออก”
ยายไม่ขยับ
“ทำไมยายไม่ตกใจ” ปิ๊ปพูดเบาลง
ยายวางไปป์ลงบนเคาน์เตอร์ช้า ๆ เหมือนวางของที่แตกง่าย
“นั่งลง”
ปิ๊ปไม่นั่ง
“นั่งลง ยัยตัวยุ่ง ฉันแก่แล้ว ฉันไม่อยากเงยหน้าคุยกับแก”
ปิ๊ปนั่ง
ยายเงียบไปนานจนหม้อต้มยาหลังร้านปุดขึ้นมาสามรอบ
“ฉันอยู่เมืองนี้มาเจ็ดสิบปี” ยายว่า “อยู่นานขนาดนั้นจะเริ่มสังเกตว่าเมืองมันเงียบลงทุกปี ร้านที่เคยซื้อของกลายเป็นที่ว่าง เพื่อนบ้านที่เคยทักกลายเป็นคนที่ไม่เคยมี ฉันรู้ว่าคนหาย รู้ว่ามันหายตอนกลางคืน และรู้ว่าคนที่ถามมากเกินไปมักจะหายตามไป”
“แล้วหนูล่ะ”
“สามปีก่อน ตอนที่ฉันพาแกไปลงชื่อเป็นเด็กในความดูแล” ยายพูด “อาลักษณ์ที่สำนักทะเบียนประจำย่านค้นหาชื่อแกทั้งบ่าย ไม่เจอ ไม่มีบันทึกเกิด ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีอะไรเลย เขาบอกว่าจะส่งเรื่องขึ้นไปข้างบน”
“แล้ว...”
“แล้วฉันก็จูงแกกลับบ้าน ก่อนที่เขาจะส่งเรื่องทัน” ยายพูด “แล้วก็ไม่เคยพาแกเข้าใกล้ทะเบียนอีกเลย จนกระทั่งเจ้าดอกไม้กระซิบของแกลากแกไปเอง”
ปิ๊ปนั่งนิ่ง กำดอกไม้แห้งในมือแน่นขึ้น
“คนที่ไม่มีชื่อในบัญชี” ยายพูดต่อ เสียงเบาลง “ฉันไม่รู้ว่าบัญชีจะทำอะไรกับคนแบบนั้น ฉันแค่อยากให้แกอยู่เงียบ ๆ ต้มยาระเบิดไป อยู่ในร้านนี้ไปจนแก่”
“ทำไมยายไม่บอกหนูตั้งแต่แรก”
ยายเอื้อมมือไปลูบแขนเสื้อข้างซ้ายของตัวเอง จากข้อมือขึ้นไปถึงข้อศอก เหมือนลูบรอยแผลเป็นเก่าผ่านเนื้อผ้า ปิ๊ปเคยเห็นยายทำแบบนี้บ่อย ๆ ตอนกลางคืน
“เพราะฉันไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้” ยายพูด และนั่นเป็นครั้งแรกที่ปิ๊ปได้ยินเสียงยายฟังดูแก่จริง ๆ “ไม่รู้อะไรเลย นอกจากว่าแกต้องปลอดภัย”
ปิ๊ปอยากถามอีกร้อยคำถาม
แต่ยายลุกไปจุดไปป์ที่เตาไฟ หันหลังให้เธอ และปิ๊ปรู้ว่ายายพูดได้แค่นี้
เธอเดินขึ้นบันได ตอนก้าวถึงขั้นที่สาม เสียงยายก็ดังตามมา
“ปิ๊ป”
ยายไม่ค่อยเรียกชื่อเธอ
“เมื่อคืน แกกลับมา” ยายพูดโดยไม่หันหลัง “ฉันนับว่านั่นเป็นเรื่องดี”
บ่ายวันนั้นปิ๊ปเดินผ่านหัวโค้งย่านสะพานเก้าโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างน้อยเธอก็บอกตัวเองว่าไม่ได้ตั้งใจ
ฮันนานั่งอยู่หน้าบ้าน บนตักมีกองดอกไม้ป่าสีเหลืองกับสีขาว มือสานก้านเข้าหากันอย่างคล่องแคล่ว พอเห็นปิ๊ป เธอก็ลุกขึ้นยืน
“เธอนี่เอง” ฮันนาพูด แล้วยิ้ม เป็นยิ้มแรกที่ปิ๊ปเคยเห็นจากเธอ “เด็กคืนประหลาด”
ปิ๊ปไม่รู้จะตอบอะไร
“ฉันจำได้ไม่หมดหรอก” ฮันนาบอก “จำได้ว่ามีเกลือ มีรูปวาดเต็มพื้น มีผู้ชายนั่งหลังตรงทั้งคืน แล้วก็มีอะไรสีขาว ๆ เหมือนฝัน” เธอมองดอกไม้ในมือ “เช้านี้ตื่นมา ฉันรู้สึกเบามาก เหมือนวางของหนักลงได้ แล้วก็ร้องไห้ไปครึ่งเช้าโดยไม่รู้ว่าร้องทำไม”
เธอยื่นสิ่งที่สานเสร็จแล้วให้ปิ๊ป
มงกุฎดอกไม้ วงเล็ก ๆ ขนาดพอดีศีรษะเด็กสาวคนหนึ่ง
“ฉันสานมันตั้งแต่ตีห้า ไม่รู้ว่าสานให้ใคร มันเล็กเกินไปสำหรับหัวฉัน” ฮันนาพูด “เอาไปเถอะ ถือว่าขอบคุณสำหรับคืนประหลาดนั่น ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม”
ปิ๊ปรับมาด้วยมือทั้งสองข้าง
มันพอดีกับศีรษะของเธอจริง ๆ พอดีเกินไป พอดีกับขนาดศีรษะของเด็กสาวอายุสิบหกที่ผมแดงและหัวเราะเสียงดังกว่าระฆังเที่ยง
ปิ๊ปขอบคุณ ยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วเดินจากมาด้วยฝีเท้าปกติ จนลงบันไดท่าน้ำใต้สะพานที่ไม่มีใครมอง
แล้วเธอก็นั่งลงบนขั้นบันไดหินเปียก ๆ กอดมงกุฎดอกไม้ไว้กับอก และร้องไห้อย่างที่ไม่เคยร้องให้ใครเห็นมาตลอดสามปี
คืนนั้นเธอเขียนทับรายชื่อครบทุกบรรทัดทั้งที่ตาพร่า เติมชื่อมิราซ้ำอีกสองรอบ แล้วก็ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน จำได้แค่ว่าตื่นขึ้นมาตอนฟ้ายังมืด
และคุณกระดุมนอนอยู่ข้างหมอน
ไม่ใช่นั่ง ไม่ใช่ยืน นอน ตะแคงหันหน้ามาทางเธอ แขนผ้าข้างหนึ่งพาดอยู่บนหลังมือเธอพอดี เหมือนใครบางคนที่นั่งเฝ้าไข้แล้วเผลอหลับไปทั้งที่ยังจับมืออยู่
ปิ๊ปไม่ขยับ เพราะถ้าเธอมอง มันก็จะไม่ขยับอีก เธอนอนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนมีเสียงเคาะประตูร้านชั้นล่าง
คาเซลยืนอยู่หน้าร้านในความมืดก่อนรุ่งสาง ไม่ได้ใส่เครื่องแบบ เสื้อกั๊กสีเทาติดกระดุมผิดไปหนึ่งเม็ด ผมไม่ได้หวี ซึ่งปิ๊ปไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นในชีวิต
“ผมไปหอจดหมายเหตุมา” เขาพูดก่อนเธอจะทันถาม “เลขหน้าทะเบียนครัวเรือนข้ามไปทั้งเมือง ทุกเล่ม ไม่มีรอยฉีก เหมือนหน้าพวกนั้นไม่เคยมีอยู่”
“ผมเชื่อในทะเบียนมาทั้งชีวิต” คาเซลพูดต่อ เสียงเรียบแบบคนที่ต้องตั้งใจทำให้เรียบ “เชื่อว่าถ้าทุกอย่างถูกจดไว้ ทุกอย่างก็จะถูกต้อง แต่ผมเห็นมันลบเตียงทั้งเตียงไปต่อหน้า โดยที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเตียงนั้นเป็นของใคร”
เขาหยุด สูดหายใจ
“ผมอยากรู้ว่าเมืองนี้ลบอะไรไปบ้าง” เขาพูด “ให้ผมช่วยคุณ”
ปิ๊ปมองเขานาน แล้วถอยหลบให้เขาเข้ามาในร้าน
คาเซลไม่ได้นั่ง เขาล้วงกระเป๋าเสื้อด้านใน หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาคลี่บนเคาน์เตอร์ กระดาษพับสี่ทบเนื้อนิ่มยุ่ย หมึกพิมพ์ซีดจนเป็นสีน้ำตาล
เมืองที่ไม่มีวันพัง ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครเจ็บ
มันแปลว่าไม่มีใครได้เห็นแผล
มุมขวาล่างลงชื่อด้วยตัวอักษรเดียว เขียนด้วยหมึกจริง ลากหางยาวอย่างคนที่ภูมิใจในตัวอักษรของตัวเอง
L.
“ผมเจอมันในกระเป๋าเสื้อ จำไม่ได้ว่าหยิบมาตอนไหน ผมเป็นคนจับคนแจกใบปลิวด้วยซ้ำ แต่ผมพกมันไว้ทุกวัน และทุกครั้งที่อ่าน ผมปวดหัวตรงนี้” เขาแตะขมับซ้าย “สมุดของคุณ ในนั้นมีใครชื่อขึ้นต้นด้วยตัวนี้ไหม”
ปิ๊ปไม่ตอบทันที
เธอเดินขึ้นไปหยิบสมุดปกฟ้าลงมา วางบนเคาน์เตอร์ข้างใบปลิว แล้วเปิดไปไม่กี่หน้าแรก หน้าที่เขียนตั้งแต่ปีแรก ลายมือยังโย้เย้กว่าตอนนี้
นิ้วเธอหยุดที่บรรทัดหนึ่ง
บรรทัดนั้นแทบว่างเปล่า หมึกซีดจนกลืนไปกับสีกระดาษ เหลือให้เห็นแค่สองตัวอักษรแรกกับขีดสั้น ๆ หนึ่งขีด เหมือนคนที่พูดชื่อใครค้างไว้ แล้วลืมไปกลางคำ
ลิ—
คาเซลก้มลงมอง เขาไม่ได้พูดอะไร แต่มือที่วางบนเคาน์เตอร์กำแน่นขึ้นช้า ๆ
“ใคร” เขาถามในที่สุด
ปิ๊ปลากนิ้วผ่านขีดสั้น ๆ นั้นเบา ๆ เหมือนลูบหัวเด็กที่หลับอยู่
“ฉันไม่รู้แล้ว” เธอพูด “คนนี้ ฉันทำหายเอง”
เนื้อหานี้สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้พิมพ์หรือคัดลอก · DuckNovel
ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี