ตอนที่ 1
ระฆังที่ไม่มีใครได้ยิน
ชาลี · 3 ต.ค. 69 · 6,616 ตัวอักษร
ยาตรงต่อเวลาควรจะมีกลิ่นเหมือนนาฬิกาที่เพิ่งไขลาน
อย่างน้อยปิ๊ปก็เชื่ออย่างนั้น เธอจึงใส่เฟืองทองเหลืองเล็ก ๆ ลงไปในหม้อสามชิ้น ใบสะระแหน่หนึ่งกำ และเสียงติ๊กต็อกที่อัดใส่ขวดไว้เมื่อคืน ก่อนจะคนทวนเข็มนาฬิกาเจ็ดรอบ
“ฟิ้บบะลิบ ฟิ้บบะลับ” เธอฮัมเป็นทำนอง “เวลาจ๋า มานั่งตรงนี้หน่อย ห้ามเดินหนีอีกนะ”
หม้อเงียบไปหนึ่งอึดใจ
แล้วก็พ่นควันสีม่วงออกมาเป็นรูปดอกเห็ดขนาดเท่าหลังคา
ลูกค้าคนเดียวในร้าน ลุงช่างทำร่มผู้มาสายทุกนัด ไอโขลกจนแว่นหลุด แล้วเงยหน้ามองปิ๊ปด้วยสีหน้าของคนที่อยากด่ามาก ๆ
“เธอทำอะไรลงไปน่ะ?”
“ยาตรงต่อเวลาค่ะ”
“แล้วทำไมฉันพูดได้แต่คำถาม?”
ปิ๊ปเปิดปากจะตอบ แต่สิ่งที่ออกมาคือ “แล้วลุงอยากพูดอย่างอื่นเหรอคะ?”
เธอปิดปากตัวเองด้วยสองมือ
ประตูหลังร้านเปิดผัวะ ยายโมราห์โผล่ออกมาพร้อมไปป์ในปาก แขนเสื้อยาวถึงข้อมือเหมือนทุกวัน ขวดยาสามร้อยกว่าขวดบนชั้นสั่นกรุ๊งกริ๊งอย่างรู้ตัวว่ากำลังจะมีคนโดนดุ
“แกต้มอะไร?” ยายถาม แล้วชะงัก คิ้วขาวขมวดเข้าหากัน “...ทำไมฉันต้องถาม?”
“ยายก็เป็นเหรอคะ?” ปิ๊ปถาม
“แกคิดว่าใครจะเป็นคนจ่ายค่ายาแก้ให้ลุงแกล่ะ?”
“ยายใช่ไหมคะ?”
กว่าฤทธิ์ยาจะหมดก็เกือบหนึ่งระฆัง ลุงช่างร่มกลับไปพร้อมยาของจริงที่ยายต้มให้ใหม่ และสัญญาว่าจะไม่กลับมาอีก ซึ่งแกพูดแบบนี้ทุกเดือน
ร้านยาโมราห์ตั้งอยู่ปลายตรอกกาน้ำชา ในย่านฝั่งน้ำต่ำของเมืองควิลล์มอร์ ป้ายไม้หน้าร้านเขียนไว้ว่า รับต้มยา ถอนคำสาปเล็กน้อย ไม่รับคืนสินค้า และบรรทัดสุดท้ายนั้นยายเติมเองหลังจากปิ๊ปมาอยู่ได้หนึ่งปี
ควิลล์มอร์เป็นเมืองของคลองกับกระดาษ มีสะพานมากกว่าจำนวนวันในปี มีโรงกระดาษส่งกลิ่นเยื่อไม้ต้มทุกเช้า คนต่างเมืองเรียกที่นี่ว่า เมืองที่ไม่มีวันพัง เพราะสะพานไม่เคยร้าว หลังคาไม่เคยรั่ว และเกือบสามร้อยปีมาแล้วที่ไม่มีใครเห็นไฟไหม้
และที่นี่ เวทมนตร์ต้องมีทะเบียน
ทุกคาถาต้องเป็น “วลี” ที่สภาทะเบียนรับรอง มีหมายเลขกำกับ วลีที่ 1142 จุดเทียน วลีที่ 87 เป่าแห้ง นักเวทที่สอบผ่านจะได้ ตรา สักด้วยหมึกเงินที่ข้อมือซ้าย ใครร่ายโดยไม่มีตรา จะถูกเรียกตัวไปหอบรรณสารบนเกาะหมึก
ปิ๊ปไม่มีตรา
ปิ๊ปไม่รู้จักวลีสักวลีด้วยซ้ำ เธอร่ายด้วยคำอะไรก็ได้ที่ผุดขึ้นมาในหัว แล้วผลก็ออกมาเป็นอะไรก็ได้ที่มันอยากเป็น ยายจึงตั้งกฎเหล็กไว้ข้อเดียว: ห้ามร่ายนอกร้าน ส่วนยาทุกขวดในร้านจดทะเบียนอยู่ใต้ใบอนุญาตของยาย
“ไปส่งยาที่ตลาดสะพานเก้าซะ” ยายยื่นตะกร้าให้ “แล้วกลับก่อนระฆังบ่าย ห้ามแวะ ห้ามคุยกับใครนาน ห้าม...”
“ห้ามร่ายนอกร้าน” ปิ๊ปพูดพร้อมกันกับยาย แล้วยิ้มกว้างจนกระบนแก้มยืด “หนูจำได้น่า”
ยายมองเธอนานกว่าปกติเล็กน้อย นานพอที่ปิ๊ปจะสังเกตเห็น แล้วก็พ่นควันไปป์ไล่เธอออกจากร้าน
สะพานเก้าเป็นสะพานเดียวในเมืองที่คดงอ เหมือนช่างก่อสร้างเมาตอนวางหิน ปิ๊ปรู้จักเจ้าของแผงดอกไม้กลางสะพานเมื่อสิบนาทีก่อน ตอนที่ตะกร้ายาของเธอเกี่ยวถังทิวลิปล้มไปทั้งถัง
“ไม่เป็นไร ๆ” เด็กสาวผมแดงหัวเราะเสียงดังกว่าระฆังเที่ยง “ดอกไม้มันชอบนอนอยู่แล้ว ฉันชื่อมิรา เธอเด็กร้านยายโมราห์ใช่ไหม ร้านที่ระเบิดอาทิตย์ละสามรอบ”
“สองรอบ” ปิ๊ปแก้ “รอบที่สามเป็นยายจามเฉย ๆ”
มิราหัวเราะอีก หัวเราะแบบที่ทำให้คนเดินผ่านหันมามอง แล้วก็เผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว ปิ๊ปตัดสินใจทันทีว่าจะเป็นเพื่อนกับคนคนนี้
ระหว่างเก็บทิวลิป มิราเล่าเรื่องแม่ชื่อฮันนา แม่ค้าดอกไม้ที่ช่วงนี้ไม่ค่อยยิ้ม
“แม่ชอบนับเพื่อนบ้าน” มิราพูดเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่ตาไม่ได้ตลกด้วย “นับทุกเช้าเลยนะ แล้วเมื่อเดือนก่อนแม่บอกว่าเลขมันขาดไปหนึ่ง แม่ยืนยันว่าเคยมีบ้านหลังสีเขียวตรงหัวโค้ง ทั้งที่ตรงนั้นเป็นที่ว่างมาตั้งแต่ฉันเกิด แม่เลยเขียนจดหมายร้องเรียนไปที่สภาทะเบียน”
ปิ๊ปหยุดมือที่กำลังเก็บดอกไม้
“แล้วทะเบียนตอบว่าไง”
“ยังไม่ตอบ” มิรายักไหล่ “ฉันว่าแม่แค่เหนื่อย... นี่ ฉันขออะไรอย่างได้ไหม”
เธอโน้มตัวเข้ามา ลดเสียงลง
“เขาลือกันว่าเธอทำเวทได้ เวทแบบที่ไม่ต้องมีเลข” มิรากระซิบ “ช่วยทำให้ดอกไม้ร้องเพลงได้ไหม แค่เพลงเดียวก็พอ ฉันจะเอากลับไปให้แม่ดู แม่ไม่ได้หัวเราะมานานแล้ว”
ปิ๊ปรู้กฎของยายดี
ปิ๊ปยังรู้อีกว่าบนโลกนี้มีกฎบางข้อที่ถูกสร้างมาเพื่อให้คนดี ๆ ฝ่าฝืน
เธอหยิบไม้เท้าคดงอที่สะพายไว้ข้างหลังมาถือ ไม้เท้านั้นยาวกว่าตัวเธอเล็กน้อย บิดเกลียวขึ้นไปเหมือนรากไม้ที่ลืมทางลงดิน ปลายขดเป็นก้นหอย และมีปุ่มปมนูนอยู่สามปมตรงกลางลำ ปิ๊ปถือมันมาตั้งแต่จำความได้ ซึ่งก็คือสามปีก่อน
“ดอกไม้จ๋า” เธอแตะปลายไม้เท้ากับช่อเดซี่สีฟ้าที่มิรายื่นมา “ร้องเพลงที่ใจเธออยากร้องที่สุด ฟิ้บบะลิบ”
ลมพัดผ่านสะพานเบา ๆ
เดซี่ทั้งช่อหันหน้ามาพร้อมกัน แล้วกลีบเล็ก ๆ ก็ขยับ ขยับอย่างที่ริมฝีปากขยับ ไม่มีทำนองเพลงอะไรออกมาเลย มีแต่เสียงแผ่ว ๆ บางเบาจนเกือบกลืนไปกับเสียงคลองใต้สะพาน
อย่าลืมฉัน
อย่าลืมฉัน
อย่าลืมฉัน
ปิ๊ปรู้สึกเหมือนมีใครเอาน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ ไปวางไว้ที่ท้ายทอย
แต่มิรากลับระเบิดหัวเราะออกมาจนต้องจับราวสะพาน
“ดอกไม้ขี้น้อยใจ!” เธอหัวเราะจนน้ำตาซึม “โอ๊ย ปิ๊ป นี่มันดีกว่าร้องเพลงอีก แม่ต้องชอบแน่ ๆ แม่ชอบอะไรที่มันดราม่า”
ก่อนแยกกัน มิรายื่นดอกไม้ทับแห้งสีครามดอกเล็ก ๆ ให้ปิ๊ป
“ค่าจ้าง” มิราว่า “พรุ่งนี้มาอีกนะ ฉันจะเล่าให้ฟังว่าแม่หัวเราะยังไง”
ปิ๊ปเก็บดอกไม้ใส่กระเป๋าหนัง ระหว่างเข็มกลัดรูปพระจันทร์กับขวดยาแก้สะอึก แล้วเดินกลับร้านโดยลืมไปเลยว่าเลยระฆังบ่ายมาเกือบชั่วโมง
คืนนั้นปิ๊ปไม่ได้นอน
เธอไม่เคยนอนก่อนตีสาม
ห้องใต้หลังคาของเธอมีหน้าต่างกลมบานเดียวที่มองเห็นยอดหอระฆังสะพานเก้าอยู่ไกล ๆ บนโต๊ะมีเทียนหนึ่งเล่ม หมึกหนึ่งขวด และสมุดปกสีฟ้าที่ปะด้วยผ้าสามสีจนแทบไม่เห็นปกเดิม
เธอเปิดสมุดหน้าแรก จุ่มปากกา แล้วเริ่มเขียน
ไม่ใช่เขียนใหม่ แต่เขียน ทับ ตัวหนังสือที่มีอยู่แล้ว ทีละบรรทัด ช้า ๆ ราวกับทาสีรั้วที่สีลอก บางบรรทัดซีดจนเกือบเป็นสีเทา
ระหว่างนั้นปิ๊ปฮัมเพลงกล่อมเด็กทำนองช้าที่ขึ้นลงเหมือนเรือโคลงบนน้ำ เธอไม่รู้ว่าเพลงนี้ชื่ออะไร ไม่รู้ว่าได้ยินมาจากไหน รู้แค่ว่ามันอยู่ในตัวเธอมาตั้งแต่วันแรก เหมือนไม้เท้า เหมือนผ้าคลุมขาดวิ่นที่มีตัวอักษรเรืองแสงซึ่งไม่มีใครอ่านออก
หน้าแล้วหน้าเล่า
สี่สิบเอ็ดบรรทัด
เมื่อลากเส้นบรรทัดสุดท้ายเสร็จ ระฆังจากหอสะพานเก้าก็ตีขึ้นพอดี
หนึ่ง
สอง
สาม
ปิ๊ปวางปากกา นั่งนิ่ง มือวางบนเข่าเหมือนเด็กนักเรียนรอครูขานชื่อ ตาจ้องนาฬิกาพกเก่า ๆ ที่ยายให้มา
ตีสามสิบห้านาที เทียนสั่นนิดหนึ่งทั้งที่หน้าต่างปิดอยู่
ตีสามสิบเจ็ดนาที
...สี่
เสียงนั้นไม่ได้ดังกว่าสามครั้งแรก แต่มัน ลึก กว่า มันมาจากทุกทิศพร้อมกัน จากใต้พื้น จากในผนัง จากข้างในกระดูกหน้าอกของเธอเอง เหมือนเมืองทั้งเมืองเป็นระฆังใบใหญ่ใบเดียว และมีใครบางคนเพิ่งเคาะมันเบา ๆ หนึ่งที
ไม่มีหมาเห่า ไม่มีเด็กร้อง ไม่มีหน้าต่างบ้านไหนเปิดออกมาดู
ไม่มีใครได้ยิน
ไม่เคยมีใครได้ยิน นอกจากเธอ
“อีกแล้ว” ปิ๊ปกระซิบกับห้องที่ว่างเปล่า
เช้าวันรุ่งขึ้นหมอกหนาจนมองไม่เห็นปลายสะพาน ปิ๊ปวิ่งไปตลอดทาง ผ้าพันแผลที่เข่าหลุดไปครึ่งหนึ่งโดยเธอไม่สนใจ
ตรงกลางสะพานเก้า ตรงที่เมื่อวานมีถังทิวลิป มีช่อเดซี่ มีเด็กสาวผมแดงหัวเราะเสียงดัง
มีแผงซ่อมรองเท้า
ชายแก่หน้าตาใจดีนั่งตอกส้นรองเท้าใต้ร่มผ้าใบที่ซีดราวกับกางอยู่ตรงนั้นมาสามสิบปี
“แผงดอกไม้เหรอหนู” แกเงยหน้าขึ้นมา “ไม่มีหรอก ลุงนั่งตรงนี้ตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ แล้ว”
“เด็กผู้หญิงผมแดงค่ะ ชื่อมิรา หัวเราะเสียงดัง ๆ”
“มิรา...” แกทวนชื่อนั้นช้า ๆ เหมือนชิมรสอาหารที่ไม่เคยกิน แล้วส่ายหน้า “ไม่รู้จักนะหนู”
ปิ๊ปถามแม่ค้าปลาเค็ม ถามยามประตูน้ำ ทุกคนตอบเหมือนกันด้วยสีหน้าสุภาพ เป็นมิตร และว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์แบบ
เธอนั่งลงที่ขอบสะพาน หยิบสมุดปกฟ้าขึ้นมา เปิดไปใต้บรรทัดที่สี่สิบเอ็ด
มือของเธอนิ่งมาก นิ่งกว่าตอนร่ายเวททุกครั้งในชีวิต
มิรา — ขายดอกไม้ที่สะพานเก้า ผมแดง แม่ชื่อฮันนา หัวเราะเสียงดังกว่าฉัน ติดค่าเล่าเรื่องแม่หัวเราะไว้หนึ่งเรื่อง
ปิ๊ปมองชื่อนั้นอยู่นาน หัวกระดาษของสมุดเล่มนี้เขียนด้วยลายมือเบี้ยว ๆ ของเธอเองเมื่อสามปีก่อน
คนที่ฉันจำได้
เธอปิดสมุด แล้วล้วงกระเป๋าหาผ้าพันแผลมาพันเข่าใหม่
ปลายนิ้วสัมผัสโดนอะไรบางอย่างที่กรอบบาง
ดอกไม้ทับแห้งสีคราม ค่าจ้างของมิรา ยังอยู่ตรงนั้น
และเมื่อปิ๊ปหยิบมันขึ้นมาวางบนฝ่ามือ กลีบแห้งกรอบที่ไม่ควรจะขยับได้อีกแล้วก็สั่นเบา ๆ
อย่าลืมฉัน
เนื้อหานี้สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้พิมพ์หรือคัดลอก · DuckNovel
ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี