ตอนที่ 10

ชื่อที่จางไปแล้ว

ชาลี · 3 ต.ค. 69 · 6,502 ตัวอักษร

สองปีก่อน ในคืนหนึ่งของฤดูฝน ห้องใต้หลังคาหมุนเป็นวงกลม

ปิ๊ปจำได้ว่าเพดานไม้เอียงลงมาหาเธอ จำได้ว่าผ้าห่มร้อนเหมือนเพิ่งออกจากเตาอบ จำได้ว่าเธอได้ยินระฆังตีหนึ่ง แล้วก็ตีสอง และทุกครั้งที่ได้ยิน เธอจะบอกตัวเองว่า อีกนิดเดียว ลุกไปที่โต๊ะ เปิดสมุด เขียน

โต๊ะอยู่ห่างจากเตียงแค่สี่ก้าว

คืนนั้นสี่ก้าวยาวกว่าสะพานทุกสะพานในควิลล์มอร์ต่อกัน

เธอจำได้ว่าคลานลงจากเตียง จำได้ว่ามือแตะขาโต๊ะ จำได้ว่าเอื้อมไปถึงขอบสมุดปกฟ้าแล้วด้วยซ้ำ ปลายนิ้วสัมผัสผ้าปะที่ปก

แล้วก็จำอะไรไม่ได้อีก

ตื่นขึ้นมาอีกทีเป็นเที่ยงวัน ผ้าเย็นวางอยู่บนหน้าผาก ยายนั่งหลับคาเก้าอี้ข้างเตียง ไปป์ดับคามือ ปิ๊ปลุกพรวดขึ้นจนหัวโขก เปิดสมุด ไล่นิ้วไปทีละบรรทัด ทีละหน้า สามสิบหกชื่อ สามสิบห้าชื่อยังอยู่ ซีดลงหน่อย แต่ยังอ่านออก

ชื่อเดียวที่ไม่อยู่แล้ว

เหลือแค่ ลิ—

เธอพยายามนึกทั้งวัน ทั้งเดือน ว่าใครเป็นเจ้าของสองตัวอักษรนั้น นึกไม่ออกเลยสักอย่าง

และนั่นคือวันที่ปิ๊ปเข้าใจว่า ความจำที่ไม่มีใครช่วยถือไว้ จะหลุดมือไปเงียบ ๆ ได้แค่ไหน


“ทุกคืน” คาเซลทวนคำ

ฟ้านอกหน้าต่างร้านเพิ่งเปลี่ยนจากดำเป็นเทาอมฟ้า ตะเกียงบนเคาน์เตอร์ยังไม่ได้ดับ ใบปลิวลงชื่อ L. กับสมุดปกฟ้าวางคู่กันอยู่ตรงกลางเหมือนหลักฐานสองชิ้นในห้องไต่สวน

“ทุกคืน ก่อนตีสาม” ปิ๊ปพยักหน้า “ตอนแรกฉันไม่รู้หรอก ฉันแค่เขียนชื่อคนที่หายไปเพราะกลัวลืม แล้วเช้าวันต่อมาหมึกก็ซีดลง ซีดเหมือนผ่านไปเป็นปี ฉันเลยเขียนทับ เช้าต่อมามันซีดอีก ฉันก็เขียนทับอีก”

“ทำไมหมึกถึงซีด”

“ไม่รู้” ปิ๊ปยักไหล่ “หนู... ฉันว่ามันคงเหมือนคนมั้ง ถ้าไม่มีใครนึกถึงทุกวัน ก็ค่อย ๆ จางไป”

คาเซลมองสมุด แล้วเปิดดูทีละหน้าด้วยความระมัดระวังแบบเดียวกับที่เขาจับเอกสารราชการ แต่ละหน้ามีชื่อ ใต้ชื่อมีบันทึกสั้น ๆ ลายมือเบี้ยว ๆ

ลุงฮอบ — ขายถ่าน ฟันหน้าหลอ ร้องเพลงเพี้ยนกว่าฉัน

ฟินน์ — เด็กส่งจดหมาย เข็นรถล้อเบี้ยว ชนฉันสองครั้ง ขอโทษสามครั้ง

“สี่สิบสองชื่อ” คาเซลนับเสร็จก็เงยหน้า “สามปี ทุกคืน ไม่เคยพลาดเลยเหรอ”

“พลาดคืนเดียว”

เธอไม่ได้เล่าเรื่องไข้ เรื่องสี่ก้าวที่ไปไม่ถึง เธอแค่ยิ้ม แต่เป็นยิ้มที่ไม่ไปถึงตา

“คืนเดียว แล้วก็หายไปหนึ่งคน”

คาเซลเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็พูดในสิ่งที่ปิ๊ปไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากผู้ตรวจการทะเบียน

“เวทของคุณ” เขาพูดช้า ๆ “เวลามันพลาด มันมักจะเผยอะไรบางอย่าง เทียนในห้องสอบ ภาพชอล์ก ดอกไม้ที่กระซิบ ลองดูไหม กับบรรทัดนี้”

ปิ๊ปจ้องหน้าเขา

“คุณเพิ่งชวนฉันร่ายเวทไม่ขึ้นทะเบียน”

“ผมเพิ่งชวนคุณ ทำการทดลอง” คาเซลแก้ แล้วหูเขาก็แดงขึ้นนิดหนึ่ง


บรามมาถึงตอนนั้นพอดีพร้อมลังขวดเปล่าที่ต้องส่งคืนโรงแก้ว เขามองคาเซลกับเสื้อกั๊กติดกระดุมผิด มองปิ๊ปที่ตาบวม แล้วก็มานั่งเก้าอี้ตัวที่สามข้างเคาน์เตอร์โดยไม่ต้องมีใครเชิญ

ปิ๊ปหยิบไม้เท้าคดงอมาวางพาดเคาน์เตอร์ ปลายก้นหอยแตะขอบหน้าสมุดตรงที่มีขีดสั้น ๆ นั้น

เธอไม่รู้ว่าจะร่ายว่าอะไร จึงพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาตรง ๆ

“หมึกจ๋า เธอหนีไปไหนมา กลับบ้านหน่อยนะ ฉันขอโทษที่คืนนั้นไม่ได้มา ฟิ้บบะลิบ”

ไม่มีควัน ไม่มีแสง ไม่มีเสียงระเบิดเหมือนทุกที

แต่ขีดสั้น ๆ หลังตัว ลิ เริ่ม ซึม

หมึกสีเทาจาง ๆ ค่อย ๆ แผ่ออกจากขีดนั้นเหมือนหยดน้ำบนผ้า ปิ๊ปกลั้นหายใจ รอให้มันกลายเป็นตัวอักษร เป็นชื่อ เป็นอะไรก็ได้ที่อ่านออก

แต่มันไม่กลายเป็นตัวอักษร

เส้นหมึกโค้งเข้าหากันช้า ๆ เป็นวง เป็นหูจับ เป็นจานรองเล็ก ๆ ข้างล่าง แล้วก็เป็นอีกวงหนึ่งข้าง ๆ กัน

ถ้วยชาสองใบ

ใบหนึ่งเรียบ ไม่มีลาย อีกใบเล็กกว่า มีลายดอกไม้เล็ก ๆ วิ่งรอบขอบ วางคู่กันบนบรรทัดว่าง เหมือนรอให้ใครสักคนรินชาลงไป

หมึกหยุดซึม

ปิ๊ปขมวดคิ้ว “ถ้วยชา? นี่มันอะไร ฉันไม่เคยวาดถ้วยชาในสมุด ฉันไม่เคย...”

เธอหันไปหาคาเซลเพื่อจะถาม แล้วก็ชะงัก

หน้าคาเซลซีดขาว ซีดยิ่งกว่าคืนที่บ้านฮันนา เขาจ้องภาพถ้วยชาสองใบนั้น ริมฝีปากเปิดเล็กน้อย แต่ไม่มีเสียงออกมา

“คุณตรงเป๊ะ?”

เขาไม่ตอบ

มือขวาของเขาเลื่อนมาวางทาบบนหน้ากระดาษ ช้า ๆ ไม่ได้ปิดภาพ แค่วางไว้ใกล้ ๆ เหมือนคนที่ยื่นมือไปหาความอุ่นของเตาที่ดับไปแล้ว

“คาเซล” ปิ๊ปเรียกชื่อจริงของเขา “ถ้วยชาพวกนี้หมายความว่าอะไร”

“ไม่มีอะไร” เขาพูด เสียงแหบจนเกือบไม่ใช่เสียงเขา “ผม... ไม่มีอะไร”

เขาดึงมือกลับ หยิบนาฬิกาพกออกมาเปิดดู ทั้งที่ปิ๊ปเห็นชัดว่าเขาไม่ได้มองเข็ม

บรามมองคาเซลนิ่ง ๆ อยู่นาน แล้วก็ลุกไปที่ชั้นหลังเคาน์เตอร์ หยิบถ้วยชามาหนึ่งใบ รินน้ำชาเย็นชืดจากกาที่ค้างคืน แล้ววางลงตรงหน้าคาเซลโดยไม่พูดอะไร

คาเซลมองถ้วยนั้นอยู่นาน แล้วก็ยกขึ้นดื่มจนหมด


ยายลงบันไดมาตอนระฆังหก ในชุดนอนกับผ้าคลุมไหล่ ไปป์คาปาก แล้วก็หยุดอยู่ที่ขั้นสุดท้าย

ในร้านของยายมีผู้ตรวจการทะเบียนนั่งดื่มชาเย็น มีเด็กเรือนั่งแกว่งขา มียัยตัวยุ่งตาบวมเปิดสมุดอยู่บนเคาน์เตอร์ และมีตุ๊กตากระต่ายตากระดุมแดงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่สี่ ถือช้อนไว้ในอุ้งมือ ทั้งที่ไม่มีใครจำได้ว่าเอามันลงมา

ยายมองทุกคน มองนานมาก

“ใครจะอธิบาย” ยายถาม

ทุกคนหันไปมองปิ๊ป

ปิ๊ปเล่าทั้งหมด เว้นไว้อย่างเดียวคือหน้าของคาเซลตอนที่เห็นถ้วยชา เพราะรู้สึกว่านั่นไม่ใช่เรื่องของเธอที่จะเล่า

ยายฟังจนจบ สูบไปป์จนหมดหนึ่งกล้อง แล้วเคาะขี้เถ้าทิ้งลงจานรอง

“ฉันไม่เห็นด้วย” ยายพูด “ให้รู้ไว้ก่อนเลย ฉันไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว”

“ค่ะ”

“แต่ฉันก็แก่เกินกว่าจะวิ่งไล่พวกแกทั้งสามคนได้ทัน” ยายว่า “งั้นก็ฟัง ร้านนี้มีกฎ”

ยายชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว

“หนึ่ง ห้ามใครตายในร้านฉัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ฉันไม่มีเวลาขัดพื้น”

นิ้วที่สอง ชี้ตรงไปที่คาเซล

“สอง ผู้ตรวจการเช็ดเท้าทุกครั้งที่เข้าร้าน และห้ามจดอะไรที่เห็นในร้านนี้ลงสมุดของทะเบียนแม้แต่ตัวเดียว”

“ผมเข้าใจครับ” คาเซลพูด แล้วก็เก็บสมุดบันทึกที่เผลอหยิบออกมาครึ่งเล่มกลับเข้ากระเป๋าเงียบ ๆ

ยายชูนิ้วที่สาม แล้วก็นิ่งไปนานกว่าสองข้อแรก

“สาม” ยายพูด เสียงเบาลง “ทุกคนเขียนชื่อเต็มของตัวเองไว้หลังประตูครัว เขียนให้ลึก ใช้มีดได้ยิ่งดี”

ปิ๊ปเลิกคิ้ว “ทำไมคะ”

“เพราะถ้าวันไหนใครคนใดคนหนึ่งในพวกแกหายไป” ยายตอบ “อย่างน้อยประตูบานนั้นก็ยังจำได้”

ไม่มีใครเถียง

คาเซลเขียนเป็นคนแรก ด้วยมีดพกเล่มเล็ก ตัวอักษรตรงเรียบเหมือนบรรทัดทะเบียน คาเซล ดรูว์ ปิ๊ปเขียนต่อ ปิ๊ป ไม่มีนามสกุล ตัวอักษรเอียงไปทางขวาจนเกือบล้ม แล้วเธอก็เติมรูปดาวดวงเล็ก ๆ ไว้ข้างท้ายเพราะมันดูเหงา

บรามรับมีดไปถือไว้นาน เขาเขียนหนังสือไม่เป็น

ปิ๊ปกำลังจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่บรามก็ก้มลงสลักรูปแทน เรือลำเล็ก ๆ กับเด็กผู้ชายนั่งท้ายเรือ ถือพาย เส้นไม่สวยแต่ใครเห็นก็รู้ว่าเป็นใคร

ยายสลักเป็นคนสุดท้าย มือยายสั่นนิดหนึ่งตอนลากมีด โมราห์ แล้วก็หยุด มองชื่อทั้งสี่บนเนื้อไม้อยู่นาน เหมือนกำลังท่องจำ

ตอนที่ทุกคนหันกลับมาที่ร้าน คุณกระดุมไม่อยู่บนเก้าอี้แล้ว

มันนั่งอยู่บนพื้นหน้าประตูครัว หันหน้าเข้าหาแผ่นไม้ ช้อนในอุ้งมือชี้ไปที่พื้นที่ว่างใต้ชื่อของยาย

ปิ๊ปหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกในรอบสองวัน แล้วก็หยิบมีดไปสลักรูปกระต่ายหูพับข้างหนึ่งไว้ตรงนั้น ตากระดุมหนึ่งข้าง ถือช้อน

ห้าชื่อบนประตูครัว

ไม่มีใครพูดว่านี่คือการตั้งกลุ่ม ไม่มีใครสาบาน แต่ตอนที่คาเซลเช็ดเท้าก่อนออกจากร้านทั้งที่ไม่มีใครสั่งซ้ำ ตอนที่บรามหันมาโบกมือจากเรือ ตอนที่ยายบ่นว่าไม่มีใครล้างถ้วยชา

ปิ๊ปรู้ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว


คืนนั้นมีลมแรงพัดจากทะเลเข้ามาตามคลอง

บนหลังคาหอนกกาน้ำ สูงเหนือฝูงนกที่หลับซุกปีกอยู่ตามซอกอิฐ มีร่างหนึ่งยืนอยู่บนสันหลังคาแคบ ๆ อย่างมั่นคง ราวกับยืนบนพื้นห้อง

เสื้อโค้ตยาวสีขาวไม่สะบัดไปตามลม

ร่างนั้นมองลงไปที่เมือง คลองหลายร้อยสายสะท้อนแสงตะเกียงเป็นเส้นเงิน หลังคาเรียงกันเหมือนตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ ไกลออกไปทางฝั่งน้ำต่ำ มีหน้าต่างกลมบานเล็กของห้องใต้หลังคาหลังหนึ่งที่ยังมีแสงเทียน

ร่างนั้นมองหน้าต่างบานนั้นนานกว่าที่อื่น

แล้วก็เริ่มฮัมเพลง

ทำนองช้า ขึ้นลงเหมือนเรือโคลงบนน้ำ เป็นเพลงกล่อมเด็กที่ไม่มีใครในเมืองนี้รู้จักชื่อ

ทุกโน้ตตรงจังหวะ ไม่มีเสียงไหนเพี้ยนแม้แต่เสียงเดียว

ลมพัดเอาเสียงนั้นลอยไปตามคลอง ผ่านหลังคา ผ่านสะพาน ผ่านตรอกกาน้ำชา จนแผ่วหายไปก่อนจะถึงหน้าต่างบานนั้น

ระฆังตีสาม ร่างนั้นหยุดฮัม

แล้วก็รออยู่ตรงนั้น นิ่งสนิท จนกว่าเวลาจะถึงสามสิบเจ็ดนาที

ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)