ตอนที่ 5
ภาพชอล์กของบราม
ชาลี · 3 ต.ค. 69 · 6,232 ตัวอักษร
ภาพแรกอยู่ใต้ท้องสะพานโรงสีเก่า ต้องเอนหลังนอนราบไปกับลังขนมปังถึงจะเห็น
ชายแก่ขาเป๋ถือกรรไกรตัดกิ่ง ปากจู๋เหมือนกำลังผิวปาก
ภาพที่สองอยู่บนประตูโกดังเกลือ เด็กหญิงฝาแฝดใส่หมวกฟางใบเดียวกันเป๊ะ จูงมือกันอยู่ ภาพที่สามอยู่บนกำแพงลานซักผ้า หญิงอ้วนท้วนถือพายตักขนมปังยาวเท่าตัว ภาพที่สี่ ห้า หก...
สองวันที่ผ่านมา ปิ๊ปนั่งหัวเรือของบรามไปทั่วเมือง
เรือท้องแบนลำนั้นไม่มีชื่อ แต่ที่หัวเรือมีรูปปลาตาโตวาดด้วยสีน้ำมันลอก ๆ ปิ๊ปเรียกมันว่า เจ้าปลาตาถลน บรามไม่ได้ค้าน ซึ่งปิ๊ปถือว่าเป็นการเห็นด้วย เธอช่วยเขายกลังขนมปัง ห่อกระดาษ และกล่องเทียนขึ้นท่าน้ำทีละท่า เป็นค่าโดยสาร แถมยาทาแผลพุพองให้ฟรีหนึ่งตลับ เพราะมือของเด็กชายที่พายเรือมาสามปีด้านเหมือนเปลือกไม้
และทุกที่ที่เรือจอด จะมีภาพชอล์กของบรามรออยู่
ภาพของคนที่ไม่มีใครในเมืองรู้จัก
“โอเว่น” ปิ๊ปอ่าน นิ้วไล่ไปบนหน้าสมุดปกฟ้า “คนสวนหอแม่ม่าย ขาซ้ายเป๋ ผิวปากเพลงเดิมทั้งวัน” เธอเงยหน้ามองภาพใต้สะพานที่เพิ่งผ่านมา แล้วมองบราม “นั่นเขาใช่ไหม”
บรามพยักหน้า
“เทสส์กับทิลลี่ ฝาแฝด ใส่หมวกฟางใบเดียวกัน แย่งกันใส่ทุกเช้า”
บรามพยักหน้า
“ป้ามาร์ธา คนอบขนมปังตรอกเกลือ ขนมปังไหม้ทุกวันตลาดนัด”
บรามพยักหน้าแรงขึ้น แล้วชี้ที่ท้องตัวเอง ทำหน้าเหมือนยังจำรสขนมปังไหม้ได้
ปิ๊ปปิดสมุด แล้วเปิดใหม่ แล้วปิดอีก มือเธอสั่นจนกระดาษส่งเสียงแกรก
สามปีที่เธอนั่งเขียนทับชื่อคนเหล่านี้ทุกคืน คนเดียว ในห้องใต้หลังคา โดยไม่เคยแน่ใจเลยสักคืนว่าตัวเองบ้าหรือเปล่า
ตอนนี้มีอีกคนหนึ่งเห็นพวกเขา
“เธอเห็นพวกเขาได้ยังไง” ปิ๊ปถาม เสียงเธอแหบ “ไม่ใช่จำได้นะ เธออายุเท่านั้น บางคนหายไปตั้งแต่เธอยังเล็ก แต่เธอวาดถูกหมดเลย”
บรามนิ่งคิด แล้วเอานิ้วจิ้มลงบนลังขนมปัง ลากวงเล็ก ๆ บนฝุ่นแป้ง ชี้ที่มัน แล้วชี้ไปรอบ ๆ ตัว ไปที่ท่าน้ำ ไปที่ประตูโกดัง ไปที่หน้าต่างบ้านที่ปิดเงียบ
ปิ๊ปไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เข้าใจพอ
เขาเห็นบางอย่างที่คนอื่นไม่เห็น รอยเล็ก ๆ ที่หลงเหลือ เหมือนรอยเปื้อนหมึกบนกระดาษที่ถูกขูดตัวหนังสือออกไปแล้ว
มีภาพเดียวที่ปิ๊ปหาชื่อในสมุดไม่เจอ หญิงผอมสูงในชุดทำงาน ถือตะเกียงด้ามยาว บรามวาดเธอไว้สามแห่ง และทุกแห่งเขาจะไม่ยอมมองภาพนั้นนาน ปิ๊ปจึงไม่ถาม
ผู้ตรวจการชั้นสาม คาเซล ดรูว์ ไม่เคยแอบตามใคร
ในคู่มือเจ้าหน้าที่ทะเบียนเรียกสิ่งนี้ว่า การเฝ้าสังเกตการณ์ภาคสนามต่อเนื่อง และเขาได้รับคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อวานนี้ ให้ติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยใช้เวทไม่ขึ้นทะเบียนรายหนึ่งเป็นเวลาสามวัน คำสั่งไม่ได้บอกว่าห้ามใส่เครื่องแบบ แต่สามัญสำนึกบอก
เขาจึงไปรื้อเสื้อโค้ตสีน้ำตาลตัวเก่าจากก้นตู้ออกมาใส่ เสื้อตัวนี้หลวมกว่าที่เขาจำได้ และมีกลิ่นของตู้ที่ไม่ได้เปิดมาราวสองปี
เขาเดินตามเรือท้องแบนลำนั้นมาตามถนนริมคลองตั้งแต่ระฆังแปด จดทุกท่าน้ำที่เรือจอด ทุกภาพที่เด็กสาวผมน้ำผึ้งชี้ และทุกครั้งที่เธอเปิดสมุดปกฟ้าเล่มนั้น ตามหลักฐานแล้ว ไม่มีอะไรผิดกฎหมาย เด็กสองคนนั่งเรือดูภาพวาดบนกำแพง สมุดเล่มนั้นอาจเป็นอะไรก็ได้
จนกระทั่งเรือเลี้ยวเข้าคลองโรงพิมพ์
บนกำแพงอิฐหลังโรงพิมพ์ร้าง มีภาพหญิงสาวคนหนึ่ง
ผมสั้นยุ่งแบบคนที่ตัดเองหน้ากระจก ยืนเอียงคออย่างคนกำลังจะเถียงชนะ มือข้างหนึ่งชูกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นเหนือหัวเหมือนธง และปลายนิ้วทุกนิ้วของเธอ บรามระบายด้วยชอล์กสีดำ
นิ้วเปื้อนหมึก
คาเซลหยุดเดิน
ความเจ็บแทงเข้ามาที่ขมับข้างขวา แหลม เร็ว เหมือนมีใครเอาปลายปากกาจิ้มลงไปตรงนั้นหนึ่งที ในปากเขามีรสชาติแปลก ๆ รสของชาที่ชงจางเกินไป และมีคำคำหนึ่งค้างอยู่ปลายลิ้น เหมือนชื่อที่กำลังจะเรียกแต่ลืมกลางคัน
เขากดขมับ หลับตา นับหนึ่งถึงสิบ
พอลืมตา ความเจ็บก็หายไป คำนั้นก็หายไปด้วย
คาเซลหยิบสมุดพกขึ้นมา เขียนด้วยลายมือที่ตรงน้อยกว่าปกติเล็กน้อย
ภาพหญิงสาว นิ้วเปื้อนหมึก ถือใบปลิว — ไม่เกี่ยวข้องกับคดี
เขามองประโยคนั้นอยู่นาน แล้วขีดฆ่าคำว่า ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ทิ้ง โดยไม่รู้ว่าทำไม
ช่างลบผนังมากันสี่คน
เสื้อกันเปื้อนสีเทา ถังน้ำสบู่ แปรงขนแข็ง และปลอกแขนปักตัวอักษรเรียบร้อยว่า ความสะอาดสาธารณะ พวกเขาไม่ได้หยาบคาย ไม่ได้ตะคอก แค่ทำงานเงียบ ๆ อย่างเป็นระบบ เริ่มจากมุมซ้ายบนของกำแพงโรงพิมพ์ แล้วขัดลงมาเป็นแนว
ภาพมิราอยู่บนกำแพงนี้ด้วย บรามวาดมันใหม่เมื่อเช้าตรู่ ข้าง ๆ ภาพหญิงสาวนิ้วเปื้อนหมึก แฝดหมวกฟาง และป้ามาร์ธา
บรามกระโดดขึ้นจากเรือ วิ่งไปยืนกางแขนขวางหน้ากำแพง
“ขออภัยนะหนู” ช่างลบผนังคนหนึ่งจับไหล่เขาเบา ๆ แล้วพาออกไปข้าง ๆ อย่างอ่อนโยน เหมือนยกกระถางต้นไม้ที่วางผิดที่ “ภาพวาดบนที่สาธารณะผิดระเบียบนะ เดี๋ยวพี่ทำความสะอาดให้เรียบร้อย”
แปรงขนแข็งแตะลงบนผมแดงของมิรา
ปิ๊ปไม่ได้คิด เธอไม่เคยคิดทันเลยสักครั้งในชีวิต
เธอยกไม้เท้าชี้ไปที่ถังน้ำสบู่ทั้งสี่ใบ
“น้ำจ๋า” เธอตะโกน “กระโดดออกไปให้ไกล ๆ ฟิ้บบะลิบ ฟิ้บบะลับ ห้ามโดนใครทั้งนั้น!”
น้ำในถังไม่ได้กระโดด
แต่ฝุ่นชอล์กบนกำแพงลุกขึ้น
มันลอกตัวออกจากอิฐเป็นแผ่นบาง ๆ เหมือนเงาที่ถูกปลุกจากการนอน ชายแก่ขาเป๋ก้าวออกมาจากกำแพงเป็นคนแรก ร่างฝุ่นสีขาวโปร่งแสงเดินกะโผลกกะเผลกสองก้าว ปากจู๋ยังผิวปากโดยไม่มีเสียง ฝาแฝดหมวกฟางวิ่งจูงมือกันลงไปที่ขอบคลอง ป้ามาร์ธาชูพายขนมปังขึ้นเหมือนทักทายใครสักคน
มิราหัวเราะ
ไม่มีเสียง แต่ปิ๊ปเห็นปากที่อ้ากว้างจนเห็นฟันซี่ที่เก ร่างฝุ่นชอล์กสีแดงหมุนตัวหนึ่งรอบกลางถนน แล้วหันมาทางปิ๊ป
ช่างลบผนังทั้งสี่คนทิ้งแปรง คนที่เดินผ่านไปมาร้องลั่น แม่ค้าบนเรือทำตะกร้าไข่หล่นลงคลอง ใครคนหนึ่งตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ อีกคนตะโกนเรียกแม่ เสียงทั้งคลองโรงพิมพ์ปั่นป่วนวุ่นวาย
และหญิงสาวนิ้วเปื้อนหมึกก้าวลงจากกำแพง
เธอไม่ได้เดินไปทางปิ๊ป ไม่ได้เดินไปทางคลอง เธอเดินตรงไปที่ปากซอยฝั่งตรงข้าม ไปหาชายหนุ่มในเสื้อโค้ตสีน้ำตาลที่ยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น
หนึ่งก้าว สองก้าว สาม
มือที่ปลายนิ้วดำยกขึ้นมา เหมือนจะแตะแขนเสื้อเขา
แล้วร่างนั้นก็ร่วงลงเป็นผง
ทุกร่างร่วงลงพร้อมกัน ชายขาเป๋ ฝาแฝด ป้ามาร์ธา มิรา กลายเป็นกองฝุ่นชอล์กสีขาวสีแดงสีดำบนถนนหิน ลมพัดผ่านมาหนึ่งวูบ ฝุ่นก็ฟุ้งขึ้นแล้วจางหายไปในอากาศ
กำแพงอิฐด้านหลังเกลี้ยงเกลาอย่างที่ช่างลบผนังคนไหนก็ทำไม่ได้
“คุณร่ายเวทไม่ขึ้นทะเบียนในที่สาธารณะ” คาเซลพูด เขาเดินข้ามถนนมาหยุดตรงหน้าปิ๊ป หน้าซีดแต่เสียงยังเรียบ “ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสามสิบเอ็ดคน ผมนับแล้ว”
“คุณตรงเป๊ะ” ปิ๊ปหอบ “คุณมาทำอะไรตรงนี้”
“ทำงานครับ”
“คุณเห็นใช่ไหม” ปิ๊ปคว้าแขนเสื้อเขา “เธอเดินไปหาคุณ ผู้หญิงคนนั้น เธอเดินไปหา คุณ”
คาเซลก้มมองรองเท้าตัวเอง ปลายรองเท้าหนังขัดมันมีฝุ่นชอล์กสีดำเกาะอยู่จาง ๆ
เขามองมันนานกว่าที่ควร
“ผมต้องเขียนรายงาน” เขาพูดในที่สุด “ทุกอย่างที่ผมเห็น”
เขาไม่ได้บอกว่า ทุกอย่าง ในประโยคนั้นหมายถึงอะไรบ้าง แล้วก็เดินจากไป
ข้างหลังปิ๊ป บรามคุกเข่าอยู่บนถนน ใช้สองมือกวาดฝุ่นชอล์กที่ยังเหลือเป็นเม็ดเล็ก ๆ ใส่กระป๋องลูกอมเปล่า ช้า ๆ ระวัง ๆ เหมือนเก็บของที่แตกแล้วแต่ยังทิ้งไม่ได้
รายงานยาวสี่หน้า
คาเซลเขียนเสร็จตอนระฆังสิบเอ็ด ทุกบรรทัดตรง ทุกตัวเลขถูก ทุกคำเป็นความจริง และเขารู้ดีว่าหัวหน้าจะเกลียดมันตั้งแต่หน้าแรก
เขาถอดเสื้อโค้ตสีน้ำตาลออกจะแขวน
กระเป๋าด้านในมีอะไรบางอย่างกรอบ ๆ
เป็นกระดาษพับสี่ทบ เนื้อกระดาษนิ่มยุ่ยแบบที่ถูกพับเก็บมานาน หมึกพิมพ์มือซีดจนเป็นสีน้ำตาล คาเซลจำไม่ได้ว่าเคยหยิบมันมาจากไหน จำไม่ได้แม้แต่ว่าเคยเห็นมันมาก่อน
เขาคลี่มันออกใต้แสงตะเกียง
เมืองที่ไม่มีวันพัง ไม่ได้แปลว่าไม่มีใครเจ็บ
มันแปลว่าไม่มีใครได้เห็นแผล
ท้ายกระดาษ ตรงมุมขวาล่าง มีลายเซ็นตัวเดียว เขียนด้วยหมึกจริง ไม่ใช่หมึกพิมพ์ ลากหางยาวอย่างคนที่ภูมิใจในตัวอักษรของตัวเอง
L.
คาเซลนั่งลงบนเก้าอี้ ใบปลิวอยู่ในมือ ตรงข้ามเขา บนโต๊ะเล็ก ถ้วยชาที่รินไว้ตั้งแต่เช้ายังวางอยู่ที่เดิม เย็นชืด ไม่มีใครแตะ
เนื้อหานี้สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้พิมพ์หรือคัดลอก · DuckNovel
ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี