ตอนที่ 4
กระต่ายที่ขยับเมื่อไม่มีใครมอง
ชาลี · 3 ต.ค. 69 · 6,264 ตัวอักษร
บันทึกการทดลอง เรื่อง คุณกระดุม โดย ปิ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านกระต่าย (ตั้งแต่เมื่อคืน)
การทดลองที่หนึ่ง วางคุณกระดุมไว้บนโต๊ะ ผู้ทดลองจ้องโดยไม่ละสายตา นานเท่าต้มไข่ลวกได้สามฟอง
ผล: ไม่ขยับ ผู้ทดลองตาแห้ง น้ำตาไหลเองสองหยด
การทดลองที่สอง ผู้ทดลองกะพริบตาหนึ่งครั้ง เร็วที่สุดเท่าที่เปลือกตาจะทำได้
ผล: ช้อนย้ายจากอุ้งมือซ้ายไปอุ้งมือขวา
ปิ๊ปวางปากกา จ้องตุ๊กตากระต่ายบนโต๊ะเขม็ง คุณกระดุมนั่งนิ่งอย่างคนบริสุทธิ์ใจ ตากระดุมแดงมองไปทางอื่น ช้อนกาแฟอยู่ในมือขวาราวกับอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ชาติก่อน
“เธอเห็นนะว่าฉันเห็น” ปิ๊ปบอกมัน
คุณกระดุมไม่ปฏิเสธ
การทดลองที่สาม ผู้ทดลองหันหลังให้ แต่แอบมองผ่านกระจกบานเล็กที่ใช้ส่องตอนผูกริบบิ้น
ผล: ไม่ขยับเลยแม้แต่หนวด สรุปว่าการมองผ่านกระจกนับเป็นการมอง คุณกระดุมไม่โง่
การทดลองที่สี่ ต้องใช้ผู้ช่วย
“แกจะให้ฉันนั่งจ้องตุ๊กตาไปถึงเมื่อไหร่”
“จนกว่าหนูจะเดินลงบันไดไปนับถึงสิบ แล้วเดินกลับขึ้นมาค่ะ” ปิ๊ปบอก “ยายห้ามละสายตาเด็ดขาดนะคะ ห้ามกะพริบด้วย”
“คนแก่ไม่กะพริบตาก็ตายได้นะยัยตัวยุ่ง”
“กะพริบได้ แต่กะพริบเร็ว ๆ”
ยายโมราห์นั่งบนเก้าอี้ไม้ในห้องใต้หลังคา ไปป์คาปาก แขนกอดอก จ้องตุ๊กตากระต่ายบนโต๊ะด้วยสายตาแบบเดียวกับที่ใช้จ้องลูกค้าที่ขอยาลดราคา ปิ๊ปเดินลงบันไดไปเสียงดังตึงตัง นับหนึ่งถึงสิบเสียงดังกว่านั้น แล้ววิ่งกลับขึ้นมา
คุณกระดุมยังนั่งอยู่ที่เดิม
ยายยังจ้องอยู่ที่เดิม
“ไม่ขยับเลยสักนิด” ยายว่า “ฉันว่าแกเพลียแดด ไม่ก็เพลียเวท...”
แล้วยายก็จาม
จามแรงแบบที่ยายจามอาทิตย์ละครั้ง แรงจนขวดยาข้างล่างสั่น ตายายปิดสนิทไปครู่หนึ่ง เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนจามแล้วลืมตาได้
พอลืมตาขึ้นมาอีกที คุณกระดุมหันหน้ามาทางยายพอดี
ห้องเงียบ ปิ๊ปเห็นนิ้วยายที่ถือไปป์ค้างกลางอากาศ
“มัน...” ยายพูดช้า ๆ “หันมามองฉัน”
“มันอาจจะแค่อยากพูดว่า ขอให้หายไว ๆ ค่ะ”
ยายลุกขึ้นปัดกระโปรง เดินไปที่บันได หยุดที่ขั้นแรก แล้วพูดโดยไม่หันกลับมา
“เอามันออกไปจากครัวฉันก็แล้วกัน ฉันไม่อยากให้มีใครมาล้างจานแทนฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกแก่”
ปิ๊ปเขียนบรรทัดสุดท้ายลงในบันทึก
สรุป: คุณกระดุมขยับได้เฉพาะตอนที่ไม่มีใครมองเลยสักคน ชอบช้อน เกรงใจยาย
แล้วเธอก็นั่งมองคำว่า ไม่มีใครมอง อยู่นาน
ของบางอย่างยังขยับอยู่ได้ แม้ไม่มีใครเห็น ถ้าตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่งทำได้ คนทั้งคนก็ต้องทิ้งอะไรไว้บ้างสิ
สะพานเก้ายามสายคึกคักเหมือนทุกวัน แต่ปิ๊ปเดินช้ากว่าทุกวัน เธอไม่ได้มาส่งยา เธอมาหา รอย
ดอกไม้แห้งสีครามอยู่ในกระเป๋าเสื้อกั๊ก ตรงที่ใกล้หัวใจที่สุด เธอเดินไปตามราวสะพานช้า ๆ ทีละช่วงเสา โดยไม่ได้คิดอะไรมาก่อน จนกระทั่งรู้สึกว่ามีอะไรขยับในกระเป๋า
เธอหยิบดอกไม้ออกมา กลีบแห้งไม่ได้กระซิบ แต่ทั้งดอกโน้มเอียงไปทางเดียว เหมือนดอกทานตะวันที่หันหาแดด
มันชี้ไปที่เสาราวสะพานต้นที่สิบเอ็ด
ตรงโคนเสา ต่ำกว่าระดับสายตา มีริบบิ้นผ้าสีแดงซีดเส้นหนึ่งผูกไว้ ผูกเป็นปมโบว์ที่หูข้างหนึ่งยาวกว่าอีกข้าง แบบที่คนผูกรีบ ๆ ด้วยมือเดียวเพราะอีกมือถือถังดอกไม้อยู่ ริบบิ้นสีเดียวกับผมของใครบางคน
ปิ๊ปคุกเข่าลงไปแตะมัน มันชื้นน้ำค้าง ชายริบบิ้นขาดลุ่ย ไม่มีใครเดินผ่านแล้วสนใจมันเลย มันเป็นแค่ขยะผืนเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีใครเก็บ
เธอไม่แกะมันออก เธอแค่ผูกมันใหม่ให้แน่นขึ้น
ส่วนรอยที่สองนั้น เธอเจอเพราะทำผิดกฎอีกครั้ง
ลุงช่างซ่อมรองเท้ายังนั่งอยู่ใต้ร่มผ้าใบเดิม ยังจำมิราไม่ได้เหมือนเดิม ปิ๊ปจึงยืนข้างแผงแกล้งทำเป็นดูรองเท้า แล้วแตะปลายไม้เท้ากับพื้นสะพานเบา ๆ
“ลุงจ๋า” เธอกระซิบ “จำได้หน่อยนะ แค่นิดเดียวก็ได้ ฟิ้บบะลิบ”
ลุงไม่ได้จำอะไรได้
ลุงตอกส้นรองเท้าต่อไป แล้วก็เริ่มฮัมเพลง
ปิ๊ปรู้จักเพลงนี้ เพลงพายเรือทำนองกระโดดขึ้นสูงสามที ลงต่ำหนึ่งที มิราฮัมมันไม่หยุดตอนเก็บทิวลิปในวันนั้น ฮัมผิด ๆ ถูก ๆ แล้วหัวเราะใส่ตัวเองทุกครั้งที่ขึ้นเสียงสูงไม่ถึง
ลุงก็ขึ้นเสียงสูงไม่ถึงตรงเดียวกันเป๊ะ
“เพลงอะไรคะลุง”
“ไม่รู้สิหนู” ลุงเงยหน้า งง ๆ เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าฮัมอยู่ “ติดหูมาตั้งหลายวัน ไม่รู้ไปได้ยินมาจากไหน ฮัมทั้งวันจนเมียบ่น”
ปิ๊ปยิ้มให้ลุงกว้างที่สุดที่ทำได้ แล้วเดินออกมาก่อนที่ตาจะร้อนไปมากกว่านี้
คนลืม แต่ตัวไม่ลืม เธอคิด เตียงยังถูกปู ริบบิ้นยังผูกอยู่ เพลงยังติดหู
มิราไม่ได้หายไปหมด
ท่าน้ำใต้สะพานเก้ามีขั้นบันไดหินลงไปถึงผิวน้ำเจ็ดขั้น ขั้นที่สามมีเรือท้องแบนลำเล็กผูกอยู่ ในเรือมีลังขนมปัง ห่อกระดาษ และหมวกแก๊ปใบใหญ่เกินหัวคนใส่ไปสองเบอร์
คนใส่หมวกเป็นเด็กผู้ชายผอม ๆ อายุราวสิบเอ็ด แขนเสื้อพับถึงศอก นิ้วทุกนิ้วขาวโพลนด้วยฝุ่นชอล์ก เขาคุกเข่าอยู่บนขั้นบันไดที่สี่ วาดอะไรบางอย่างบนแผ่นหินด้วยชอล์กสีแท่งสั้นกุด
ปิ๊ปเดินผ่านไปแล้วหนึ่งก้าว
แล้วก็ถอยกลับมาสองก้าว
บนแผ่นหินมีภาพเด็กสาวคนหนึ่ง ผมยุ่งระบายด้วยชอล์กสีแดง กอดดอกไม้เต็มอ้อมแขน หัวเราะอ้าปากกว้างจนเห็นฟันซี่ที่เกนิดหนึ่ง เส้นชอล์กไม่ได้สวยเหมือนรูปในหนังสือ แต่มันจับบางอย่างได้แม่นกว่ารูปไหน ๆ คือหัวเราะแบบที่ทำให้คนเดินผ่านหันมามอง
“มิรา” ปิ๊ปพูดออกมาเสียงดังจนนกพิราบบนราวสะพานบินขึ้น “นั่นมิรา! เธอรู้จักมิราเหรอ เธอเห็นเธอเมื่อไหร่ เธอจำเธอได้ใช่ไหม ทำไมเธอจำได้ ไม่มีใครจำได้เลยนะ ทั้งสะพานนี่ไม่มีใคร...”
เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองเธอ ตาสีเทาเหมือนน้ำในคลองตอนเช้า เขาไม่ได้ตอบอะไรเลย
แต่เขาหยิบชอล์กอีกแท่ง แล้ววาดอะไรเร็ว ๆ บนหินข้าง ๆ ภาพมิรา
เด็กผู้หญิงมัดแกละสองข้าง ผูกริบบิ้นเต็มหัว มีผ้าพันแผลที่เข่า ถือไม้เท้าคดงอ และอ้าปากกว้างมาก กว้างเกินหน้าไปครึ่งหนึ่ง มีเส้นขีด ๆ พุ่งออกมาจากปากเหมือนเสียงดังเกินไป
ปิ๊ปมองภาพตัวเองที่กำลังตะโกน
แล้วปิดปาก
“โอเค” เธอพูดเบาลงครึ่งหนึ่ง “ยุติธรรมดี”
มุมปากเด็กชายกระตุกขึ้นนิดเดียว แทบมองไม่เห็น
“บราม!” เสียงห้าว ๆ ตะโกนมาจากเรือขายปลาที่แล่นผ่าน “ขนมปังของโรงเตี๊ยมจะเย็นหมดแล้วไอ้หนู!”
เด็กชายยกมือโบกให้ แต่ไม่ลุกไปไหน ชายบนเรือปลาส่ายหัว แล้วตะโกนบอกปิ๊ปเหมือนรู้ว่าเธอจะถาม “ไม่ต้องรอให้มันตอบหรอกหนู มันไม่พูดมาสามปีแล้ว วาดอย่างเดียว วาดทั้งเมือง ช่างลบผนังขัดตามไม่ทันน่ะ”
เรือปลาแล่นลับโค้งไป
บราม ปิ๊ปทวนชื่อนั้นในใจ แล้วนั่งลงบนขั้นบันไดข้าง ๆ เขา ใกล้พอให้ฝุ่นชอล์กปลิวมาติดถุงมือ
“ฉันชื่อปิ๊ป” เธอบอก “ไม่ต้องตอบก็ได้นะ ฉันพูดแทนสองคนได้สบาย ยายบอกว่าฉันพูดแทนได้ทั้งตรอกเลยด้วยซ้ำ” แล้วเธอชี้ไปที่ภาพมิรา “เธอเห็นมิราใช่ไหม เห็นเมื่อไหร่”
บรามมองภาพนั้นนาน นานจนเรือของเขาโคลงไปมาตามคลื่นสามสี่รอบ
แล้วเขาก็เริ่มวาดอีกครั้ง ข้าง ๆ มิรา
คราวนี้มือเขาไม่ได้เร็วเหมือนเดิม เส้นชอล์กช้าลง หนักขึ้น เหมือนมือไม่อยากวาด แต่ตาบังคับให้วาด
ร่างหนึ่ง สูงกว่ามิราเกือบเท่าตัว สวมเสื้อคลุมยาวลากพื้น เขาไม่ได้ระบายสีมันเลย ปล่อยให้เป็นหินเปล่า ๆ ล้อมด้วยเส้นชอล์ก ดูเหมือนรูที่เจาะทะลุภาพออกไป ใบหน้าของร่างนั้นเป็นวงรีเรียบ ไม่มีตา ไม่มีจมูก ไม่มีปาก
ในมือมันถือของยาว ๆ แบน ๆ ชิ้นหนึ่ง
ปิ๊ปไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันคล้ายมีด แต่ไม่มีคมแบบมีด
ลมจากคลองพัดผ่านใต้สะพาน เย็นกว่าที่ควรจะเย็นในยามสาย
“บราม” เธอพูดเบามาก “นั่นใคร”
บรามไม่ตอบ เขาเช็ดนิ้วกับกางเกง หยิบชอล์กสีขาวแท่งใหม่ แล้ววาดวงกลมวงหนึ่งเหนือศีรษะของสองร่างนั้น
เขาค่อย ๆ จิ้มขีดเล็ก ๆ รอบวง สิบสองขีดใหญ่ แล้วจึงลากเข็มสั้นชี้ไปที่ขีดที่สาม
จากนั้นเขาลากเข็มยาว
เข็มยาวชี้เลยขีดใหญ่ที่สามไปเล็กน้อย บรามไม่ได้ลากเส้นแบบลวก ๆ เขาจิ้มขีดเล็กจิ๋วไล่ไปตามขอบวงทีละขีด ทีละขีด ปิ๊ปนับตามโดยไม่รู้ตัว ปากขยับเบา ๆ เหมือนคาเซลตอนนับกระดาษ
สิบห้า สิบหก
สิบเจ็ด
บรามหยุด ปลายเข็มยาวแตะอยู่ที่ขีดเล็กขีดที่สิบเจ็ดพอดี
สามนาฬิกาสิบเจ็ดนาที
ปิ๊ปไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ไม่มีระฆัง ไม่มีเสียงสะพาน ไม่มีเรือ แต่กระดูกหน้าอกของเธอสั่นขึ้นมาเบา ๆ หนึ่งที เหมือนจำเสียงนั้นได้ก่อนตัวเธอเอง
เด็กชายที่ไม่พูดวางชอล์กลง แล้วหันมามองหน้าเธอตรง ๆ เป็นครั้งแรก
เนื้อหานี้สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้พิมพ์หรือคัดลอก · DuckNovel
ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี