ตอนที่ 6

คำสั่งเรียกตัว

ชาลี · 3 ต.ค. 69 · 6,458 ตัวอักษร

สภาทะเบียนแห่งควิลล์มอร์

หนังสือเรียกตัวเพื่อไต่สวน เลขที่ ๔๗๑๒

ถึง ปิ๊ป (ไม่ปรากฏชื่อสกุล) ลูกมือร้านยาโมราห์ ตรอกกาน้ำชา ย่านฝั่งน้ำต่ำ

ตามรายงานของผู้ตรวจการชั้นสาม ค. ดรูว์ ปรากฏว่าท่านได้ใช้เวทไม่ขึ้นทะเบียน ณ คลองโรงพิมพ์ ต่อหน้าพยานจำนวนสามสิบเอ็ดคน ก่อให้เกิดความแตกตื่น และความเสียหายแก่ตะกร้าไข่หนึ่งใบ

จึงให้ท่านมาพบ ณ หอบรรณสาร เกาะหมึก เวลาระฆังสิบ ในวันถัดจากวันที่ได้รับหนังสือนี้ อนุญาตให้มีผู้ปกครองติดตามได้หนึ่งคน

ขออภัยในความไม่สะดวก

ปิ๊ปอ่านมันเป็นรอบที่สิบเอ็ดในเรือข้ามฟาก

“เขาขอโทษด้วยนะยาย” เธอชี้บรรทัดสุดท้าย “เรียกตัวคนไปไต่สวน แล้วขอโทษในความไม่สะดวก แปลว่าใจดีหรือแปลว่าน่ากลัวคะ”

ยายโมราห์ไม่ตอบ

วันนี้ยายใส่ชุดดำตัวที่ดีที่สุด ชุดเดียวที่ไม่มีรอยไหม้จากหม้อยา แขนเสื้อยาวถึงข้อมือเหมือนทุกวัน แต่ปิ๊ปสังเกตว่าตลอดทางที่เรือแล่น นิ้วของยายกำปลายแขนเสื้อทั้งสองข้างไว้แน่น เหมือนกลัวลมจะพัดมันเปิด

ข้างหน้าพวกเธอ เกาะหมึกโผล่ขึ้นจากหมอกเช้า


หอบรรณสารไม่ได้สูงที่สุดในเมือง แต่มันใหญ่ที่สุด หินสีดำทั้งหลังดูเปียกตลอดเวลาแม้ในวันแดดจ้า หน้าต่างแคบยาวเรียงเป็นแถวเหมือนบรรทัดบนหน้ากระดาษ และบนยอดของมัน หอระฆังสีเทาชี้ขึ้นไปในหมอกเหมือนปลายปากกาที่ตั้งรอเขียน

ข้างในเงียบ แต่ไม่ใช่ความเงียบแบบห้องว่าง

มันเป็นความเงียบของคนนับพันที่ไม่พูด

โถงกลางยาวเหยียดจนปลายอีกด้านหายไปในแสงสลัว โต๊ะไม้ยาวเรียงเป็นแถว ๆ แต่ละโต๊ะมีอาลักษณ์ในเสื้อคลุมสีเทานั่งก้มหน้าเขียน พลิกกระดาษ ประทับตรา ไม่มีใครเงยหน้ามองแขก ไม่มีใครกระซิบกัน มีแต่เสียงหน้ากระดาษพลิกนับพันหน้าพร้อมกัน ดังต่อเนื่องเหมือนฝนตกเบา ๆ บนหลังคาสังกะสี

ปิ๊ปรู้สึกง่วงขึ้นมาอย่างประหลาด เหมือนเสียงนั้นเป็นเพลงกล่อมที่เคยหลับไปพร้อมกับมันนานแล้ว

ที่ปลายโถง ผนังทั้งด้านเป็นกระจกหนาจรดเพดาน

หลังกระจกนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่ง

ปิ๊ปเคยได้ยินคนพูดถึงบัญชีใหญ่ แต่ไม่เคยมีใครบอกเธอว่ามันใหญ่ ขนาดนี้ มันกางอยู่บนแท่นหินเหมือนบ้านทั้งหลังที่ล้มลงนอนหงาย หน้ากระดาษแต่ละหน้ากว้างกว่าประตูร้านยา และมันพลิกเอง ช้า ๆ ไม่หยุด หน้าแล้วหน้าเล่า โดยไม่มีมือใครแตะ จากเพดานเหนือมัน สายทองแดงเส้นเล็ก ๆ นับสิบห้อยลงมาแตะขอบหน้ากระดาษ เหมือนรากไม้ที่ห้อยลงหาน้ำ

“อย่าจ้องนาน” ยายกระซิบ ดึงข้อศอกปิ๊ปเบา ๆ “ไม่สุภาพ”

ปิ๊ปไม่แน่ใจว่ายายหมายถึงไม่สุภาพกับใคร กับคนในโถง หรือกับหนังสือเล่มนั้น


พวกเธอไม่ได้ถูกพาไปห้องไต่สวน

อาลักษณ์หนุ่มคนหนึ่งเดินนำขึ้นบันไดวนไปสามชั้น ผ่านระเบียงที่มองลงไปเห็นโถงทั้งหมด แล้วหยุดหน้าประตูไม้สีเข้มบานหนึ่ง เคาะเบา ๆ สองที

“เข้ามาเลย” เสียงจากข้างในนุ่มนวลเหมือนผ้าห่มเก่า

ห้องนั้นอุ่นกว่าโถงข้างล่างมาก มีหน้าต่างบานใหญ่มองเห็นคลองทั้งเมือง และตามขอบหน้าต่าง บนชั้นหนังสือ บนโต๊ะ บนพื้นตามมุมห้อง มีกระถางดอกไม้เต็มไปหมด

ดอกกุหลาบ ทุกดอกเป็นกระดาษ

สีขาว พับละเอียดทุกกลีบ ซ้อนกันแน่นราวกับของจริง มีหลายร้อยดอก หรืออาจจะมากกว่านั้น

ชายชราที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะผมสีเงินหวีเรียบ สวมเสื้อไหมพรมสีครีมทับเสื้อเชิ้ต ไม่มีเครื่องแบบ ไม่มีตรา ไม่มีอะไรบอกว่าเขาเป็นใคร นอกจากวิธีที่อาลักษณ์หนุ่มก้มศีรษะลงต่ำกว่าที่ก้มให้ใครตลอดทาง

“ออสริก เวลเลอร์” ชายชราแนะนำตัวเอง แล้วยิ้ม รอยตีนกาที่หางตาลึกเหมือนคนยิ้มบ่อยมาทั้งชีวิต “ฉันเป็นนายทะเบียน แต่วันนี้ขอเป็นแค่คนชงชาก็แล้วกัน นั่งก่อนสิ คุณโมราห์ แล้วก็หนูด้วย”

เขาชงชาเอง รินด้วยความระมัดระวังจนไม่มีหยดไหนหกออกนอกถ้วย ยื่นถ้วยแรกให้ยาย ถ้วยที่สองให้ปิ๊ป พร้อมจานขนมปังกรอบเนยที่ยังอุ่นอยู่

ปิ๊ปกินไปสามชิ้นก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองมาเพื่อถูกไต่สวน

“ดอกไม้พวกนี้” เธอพูดทั้งที่ปากยังมีเศษขนมปัง “ทำไมไม่ปลูกดอกจริงล่ะคะ”

ออสริกมองกุหลาบกระดาษดอกที่ใกล้มือที่สุด ใช้ปลายนิ้วจัดกลีบที่งอนิดหนึ่งให้ตรง

“ดอกไม้จริงมันเหี่ยวได้ หนู” เขาตอบเบา ๆ “ฉันแก่จนไม่อยากเห็นอะไรเหี่ยวต่อหน้าอีกแล้ว”

ยายวางถ้วยชาลงบนจานรองโดยไม่ได้จิบเลยสักหยด


การไต่สวนไม่เหมือนการไต่สวน มันเหมือนคุณปู่ใจดีถามหลานว่าวันนี้ไปโรงเรียนเป็นยังไงบ้าง

ออสริกถามเรื่องคลองโรงพิมพ์ ปิ๊ปเล่า ยายเตะข้อเท้าเธอใต้โต๊ะสองครั้ง ปิ๊ปเลยข้ามส่วนที่ว่าภาพพวกนั้นเป็นใคร เหลือแค่ว่าเธออยากช่วยเพื่อนไม่ให้ภาพถูกลบ แล้วเวทก็ไม่ได้ออกมาอย่างที่ตั้งใจ

“มันไม่เคยออกมาอย่างที่ตั้งใจเลยค่ะ” เธอสารภาพ “แต่มันก็ไม่เคยทำร้ายใครนะคะ ยกเว้นตะกร้าไข่”

ออสริกหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ

“ผู้ตรวจการดรูว์เขียนรายงานเรื่องนี้มาละเอียดมาก” เขาว่า แตะแฟ้มบาง ๆ บนโต๊ะ “ละเอียดจนหัวหน้าของเขาไม่ค่อยพอใจนัก มีหลายบรรทัดที่ผู้ตรวจการไม่ควรเขียนลงไปในเอกสารราชการ เช่น ภาพบุคคลก้าวเข้ามาหาผู้รายงาน ฉันว่าคนหนุ่มที่ละเอียดขนาดนั้น ควรได้งานที่เหมาะกับความละเอียดของเขามากกว่านี้”

ปิ๊ปไม่แน่ใจว่านั่นเป็นคำชมหรือไม่ใช่

“หนูไม่ได้ทำผิดเพราะใจร้าย” ออสริกพูดต่อ น้ำเสียงอ่อนลงอีก “ฉันเห็น แต่เมืองนี้อยู่มาได้เพราะทุกอย่างมีที่ทางของมัน เวทที่ไม่มีใครคาดเดาได้ ต่อให้ใจดีแค่ไหน วันหนึ่งก็ทำให้ใครเจ็บได้” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาลอยออกไปนอกหน้าต่าง “ฉันเคยเห็นมาแล้ว”

เขาวางมือทั้งสองบนโต๊ะ

“ฉันจะปล่อยหนูไปพร้อมคำเตือน” เขาว่า “แต่หนูต้องเข้าสอบตราภายในเจ็ดวัน ถ้ามีพรสวรรค์ ก็ควรมีตรา ทะเบียนไม่ได้มีไว้ขังใครหรอกนะ มีไว้ให้ทุกคนปลอดภัย รวมถึงตัวหนูเองด้วย”

“แล้วถ้าหนูสอบตกล่ะคะ”

“เราค่อยคุยกันอีกที” ออสริกยิ้ม ยิ้มเดิมที่อบอุ่นเหมือนเดิมทุกอย่าง

ตอนลุกขึ้นลา ผ้าคลุมสีม่วงดำของปิ๊ปเกี่ยวขอบเก้าอี้ แสงจากหน้าต่างตกลงบนรอยขาดวิ่น ตัวอักษรเรืองแสงจาง ๆ บนผ้ากะพริบขึ้นมาเหมือนทุกครั้งที่โดนแดด

สายตาของออสริกหยุดอยู่ตรงนั้น

ไม่นาน แค่อึดใจเดียว แต่นานกว่าที่คนทั่วไปมองผ้าคลุมเก่า ๆ ผืนหนึ่ง

“ผ้าคลุมสวยดีนะ” เขาว่า “ได้มาจากไหนหรือ”

“ตลาดเรือค่ะ ของมือสอง” ยายตอบแทนเร็วกว่าที่ปิ๊ปจะอ้าปาก แล้วจับไหล่ปิ๊ปหมุนไปทางประตู “ขอบคุณสำหรับน้ำชาค่ะ ท่านนายทะเบียน”


บันไดวนลงไปชั้นล่างมีทางแยกหนึ่งที่ปิ๊ปไม่ได้สังเกตตอนขึ้นมา เป็นทางเดินแคบที่ไม่มีตะเกียงสักดวง ทอดลึกเข้าไปในความมืดของตัวตึก

ปิ๊ปหยุดเดินที่ปากทางนั้น

มีคนฮัมเพลงอยู่ข้างใน

เสียงเบามาก นุ่ม ไม่รีบร้อน ทำนองช้าที่ขึ้นลงเหมือนเรือโคลงบนน้ำ

ปิ๊ปรู้จักทำนองนี้ดีกว่ารู้จักชื่อตัวเอง เธอฮัมมันทุกคืนตอนเขียนทับรายชื่อ ฮัมมันมาตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาในห้องใต้ดิน ไม่เคยมีใครในเมืองนี้รู้จักมัน ไม่เคยมีใครฮัมมันกลับมาให้เธอฟัง

นิ้วของเธอเลื่อนขึ้นไปแตะริบบิ้นบนผมโดยไม่รู้ตัว

และก่อนที่จะห้ามตัวเองทัน ปากของเธอก็ฮัมท่อนถัดไปต่อจากเสียงนั้น

เสียงในความมืดหยุดกึก

ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงลมหายใจ ไม่มีอะไรเลย มีแต่ความเงียบที่ฟังดูเหมือนใครบางคนกำลังหันหน้ามาทางนี้

“ปิ๊ป” ยายเรียกจากขั้นบันไดข้างล่าง เสียงแข็งผิดปกติ “มาเดี๋ยวนี้”

ปิ๊ปวิ่งลงบันไดไปโดยไม่หันกลับไปมอง ตลอดทางกลับเรือข้ามฟาก ยายจับข้อมือเธอไว้แน่น แน่นจนเธอรู้สึกได้ว่ามือของยายสั่น


จากหน้าต่างห้องกุหลาบกระดาษ ออสริก เวลเลอร์ มองเรือข้ามฟากลำเล็กแล่นออกจากเกาะหมึกจนกลายเป็นจุดดำในหมอก

เขาหยิบกระดาษสีขาวแผ่นใหม่ขึ้นมาพับช้า ๆ ทีละทบ ด้วยมือที่ชำนาญจนไม่ต้องมอง

“ท่านนายทะเบียนครับ” เลขานุการยืนรออยู่ที่ประตู “เรื่องเด็กร้านยา จะให้ส่งเรื่องไปที่ฝ่ายสอบตราเลยไหมครับ”

“ส่งไปตามปกติ” ออสริกว่า “แล้วให้ผู้ตรวจการดรูว์เป็นผู้คุมสอบ เขาชอบเขียนรายงานละเอียดนัก ก็ให้เขาเขียนเรื่องเด็กคนนี้ให้ละเอียดที่สุดไปเลย”

“รับทราบครับ”

เลขานุการโค้งตัวจะถอยออกไป แต่ออสริกยกมือขึ้นเล็กน้อย

“อีกเรื่องหนึ่ง” เขาพูด สายตายังอยู่ที่หมอกนอกหน้าต่าง นิ้วยังพับกระดาษไม่หยุด “ส่งผู้ตรวจทานไปที่ตรอกกาน้ำชา”

เลขานุการชะงัก ใบหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

“ผู้ตรวจทาน... หรือครับท่าน แต่เด็กคนนั้นเพิ่งได้รับแค่คำเตือนเท่านั้น”

ออสริกวางกระดาษที่พับเสร็จแล้วลงบนขอบหน้าต่าง มันยังไม่เป็นดอกกุหลาบ ยังเป็นแค่ตูมแน่น ๆ สีขาวดอกหนึ่ง

“ฉันไม่ได้บอกให้ทำอะไร” เขาพูดอย่างอ่อนโยน “แค่สังเกต”

ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)