ตอนที่ 3
คุณตรงเป๊ะ
ชาลี · 3 ต.ค. 69 · 6,418 ตัวอักษร
คาเซล ดรูว์ ตื่นก่อนระฆังหกสี่นาทีทุกเช้า
ไม่ใช่สามนาที ไม่ใช่ห้านาที สี่นาทีคือเวลาที่พอดีสำหรับพับผ้าห่มให้มุมทั้งสี่ชนกันเป็นเส้นตรง ตั้งหมอนให้ขอบขนานกับหัวเตียง และเปิดม่านให้แสงแรกตกลงบนพื้นตรงแผ่นไม้แผ่นที่เจ็ดพอดี
เขาหวีผมสามสิบครั้ง ผมสีน้ำตาลเข้มแนบศีรษะเรียบจนลมคลองสายไหนก็หาช่องแทรกไม่เจอ ติดกระดุมเสื้อเครื่องแบบสีกรมท่าครบเก้าเม็ด ไขลานนาฬิกาพกสิบสองรอบ แล้วลงไปต้มน้ำ
เขารินชาสองถ้วย
ดื่มถ้วยหนึ่งยืน ๆ ข้างหน้าต่าง อีกถ้วยวางไว้บนโต๊ะเล็กตรงข้ามเก้าอี้ว่าง ไอร้อนลอยขึ้นจากมันช้า ๆ ในห้องที่เงียบสนิท
จากนั้นเขาก็ใส่หมวก เดินลงบันไดสี่สิบเจ็ดขั้น และออกเดินไปยังฝั่งน้ำต่ำด้วยก้าวที่ยาวเท่ากันทุกก้าว
ถ้วยชาใบนั้นถูกทิ้งไว้ให้เย็นอยู่บนโต๊ะเหมือนทุกเช้า
“เขามาแล้ว” ปิ๊ปกระซิบ “ยาย เขามาแล้ว เขายืนอยู่หน้าร้านแต่ไม่เคาะ”
“ระฆังยังไม่ตี” ยายตอบโดยไม่เงยหน้าจากหม้อ
ปิ๊ปแนบหน้ากับกระจกหน้าร้าน ชายหนุ่มในเครื่องแบบสีกรมท่ายืนตัวตรงอยู่หน้าประตู มือหนึ่งถือกระเป๋าเอกสาร อีกมือถือนาฬิกาพกเปิดฝาอยู่ ตาจ้องหน้าปัด
ระฆังเก้าดังมาจากหอสะพานเก้า
เขารอจนเสียงครั้งที่เก้าจางหายไปจนหมด แล้วจึงเคาะประตูสามที เว้นจังหวะเท่ากันเป๊ะ
ปิ๊ปกระชากประตูเปิดก่อนครั้งที่สามจะจบ
“สวัสดีค่ะ!”
นิ้วของเขาที่กำลังจะเคาะครั้งที่สามค้างอยู่กลางอากาศ เคาะลงบนความว่างเปล่า ชายหนุ่มมองนิ้วตัวเอง มองปิ๊ป แล้วลดมือลงอย่างคนที่พยายามไม่ให้ใครรู้ว่าไม่พอใจ
“ผม คาเซล ดรูว์ ผู้ตรวจการชั้นสามของสภาทะเบียน” เขาว่า เสียงสุภาพราบเรียบเหมือนอ่านจากกระดาษ “มาตามหนังสือแจ้งลงวันที่เมื่อวาน ขออนุญาตเข้าตรวจสถานที่ครับ”
ปิ๊ปนึกถึงคำสั่งยาย นิ่ง ๆ เงียบ ๆ เหมือนขวดยาบนชั้น
เธอจึงถอยไปยืนชิดชั้นวางขวดยา แขนแนบลำตัว คางเชิด ตาไม่กะพริบ
คาเซลมองเธอ
“คุณ... ไม่สบายหรือเปล่าครับ”
“ฉันเป็นขวดยาค่ะ” ปิ๊ปตอบโดยไม่ขยับริมฝีปาก
ยายถอนใจยาวจากหลังเคาน์เตอร์ ยาวจนควันไปป์พุ่งออกมาเป็นสาย
ยายโมราห์รับมือกับผู้ตรวจการเหมือนรับมือกับฝนตก ไม่ตื่นเต้น ไม่ขัดขืน แค่กางร่มรอ
ร่มของยายคือใบอนุญาตปึกหนา บัญชียาทุกขวดพร้อมหมายเลขวลีกำกับ และใบรับรองที่ระบุว่า ปิ๊ป ลูกมือ ทำงานภายใต้การควบคุมของผู้ถือใบอนุญาต
คาเซลอ่านทุกแผ่น ทุกบรรทัด ปิ๊ปแอบนับในใจ เขาพลิกไปทั้งหมดยี่สิบสามแผ่น แล้วเคาะขอบปึกกับเคาน์เตอร์ให้เสมอกันอีกห้าที
“เอกสารของร้านถูกต้องครบถ้วนครับ” เขาว่า “แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ร้าน”
เขาหยิบของชิ้นหนึ่งออกจากกระเป๋าเอกสาร มันคล้ายเข็มทิศทองเหลืองขนาดเท่าฝ่ามือ แต่บนหน้าปัดไม่มีทิศ มีแต่ตัวเลขเล็ก ๆ เรียงเป็นวงซ้อนกันหลายชั้น
“เข็มทิศวลี” เขาอธิบาย “มันจะชี้หมายเลขวลีล่าสุดที่บุคคลใช้ ถ้าคุณร่ายวลีที่ขึ้นทะเบียน มันจะชี้เลขนั้น ถ้าไม่เคยร่ายอะไรเลย มันจะนิ่ง ขออนุญาตครับ”
เขายื่นมันมาตรงหน้าปิ๊ป
เข็มสะดุ้ง แล้วก็หมุน
หมุนติ้วเหมือนกังหันลมในวันพายุ จนเกิดเสียงหวีดลอดออกมาจากกล่องทองเหลือง คาเซลเคาะมันกับฝ่ามือ เข็มหยุดกึก ตัวเลขทุกวงเลือนหายไป เหลือคำสองคำค่อย ๆ ผุดขึ้นมาตรงกลางเหมือนหมึกซึมกระดาษ
ไม่พบวลี
“มันไม่เคยขึ้นคำนี้” คาเซลพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับใคร
“แปลว่าฉันบริสุทธิ์ใช่ไหมคะ” ปิ๊ปถาม ลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นขวดยา
“แปลว่าคุณร่ายอะไรบางอย่าง ที่ไม่มีอยู่ในทะเบียนเลยแม้แต่วลีเดียว” เขาปิดฝาเข็มทิศดังแป๊ะ “ที่สะพานเก้า เมื่อวานซืน คุณทำอะไรครับ”
ยายส่งสายตาเตือน ปิ๊ปเห็นสายตานั้น เห็นชัดเจนทุกอย่าง
แต่ปากของเธอวิ่งเร็วกว่าความคิดเสมอ
“ฉันแค่ทำให้ดอกไม้ของมิราพูดได้” เธอบอก แล้วทุกอย่างก็พรั่งพรูออกมา มิราผมแดง ถังทิวลิปล้ม แม่ที่ไม่ได้หัวเราะ เดซี่ที่กระซิบ แผงซ่อมรองเท้าที่โผล่มาแทนในเช้าวันต่อมา และเตียงลายกุหลาบในบ้านสีเหลืองที่ไม่มีใครนอน
คาเซลฟังโดยไม่ขัด สีหน้าเขาไม่เปลี่ยน แต่ปิ๊ปสังเกตว่าเขาหยิบสมุดเล่มเล็กปกหนังสีดำออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เปิดหน้าที่คั่นไว้ด้วยด้ายแดง
“ทะเบียนราษฎร์ย่านสะพานเก้า” เขาว่า แล้วไล่นิ้วลงไป “ฮันนา แม่ค้าดอกไม้ บ้านเลขที่สิบห้า ถนนหัวโค้ง อยู่ลำพัง ไม่มีบุตร” นิ้วเลื่อนต่อ เลื่อนกลับ เลื่อนต่ออีกครั้ง “ไม่มีบุคคลชื่อมิราในทะเบียนของย่านนี้ หรือย่านไหนเลยครับ”
“ก็เพราะเธอถูก...”
“ถูกอะไรครับ”
ปิ๊ปอ้าปาก แล้วก็ปิด เธอไม่รู้ว่าคำที่ถูกต้องคืออะไร ลบ ลืม หาย เธอไม่มีคำไหนเลยที่เขาจะยอมเขียนลงในรายงาน
เธอจึงล้วงกระเป๋า หยิบดอกไม้แห้งสีครามขึ้นมาวางบนเคาน์เตอร์ตรงหน้าเขาแทน
กลีบบางสั่น
อย่าลืมฉัน
คาเซลนิ่งไป เขามองดอกไม้นานกว่าที่ปิ๊ปคิดว่าเขาจะมอง แล้วจึงเปิดเข็มทิศวลีอีกครั้ง ยื่นมันไปเหนือกลีบดอก
เข็มไม่หมุน มันสั่นระริกอยู่กับที่ เหมือนคนที่พยายามอ่านตัวหนังสือในที่มืด แล้วหน้าปัดก็ขึ้นคำสั้น ๆ ว่า
อ่านไม่ได้
ร้านเงียบไปพักหนึ่ง มีแต่เสียงหม้อต้มยาเขียวพ่นฟองปุด ๆ จากในครัว
“ดอกไม้ที่ถูกเวทค้างไว้” คาเซลพูดในที่สุด เสียงเรียบเหมือนเดิม แต่ช้ากว่าเดิมนิดหนึ่ง “บางครั้งก็ทำเสียงแปลก ๆ ได้ครับ”
เขาปิดสมุด ปิดเข็มทิศ เขียนอะไรบางอย่างลงบนแบบฟอร์มสีเหลืองด้วยลายมือตัวตรงเป๊ะ ฉีกออกมาวางบนเคาน์เตอร์
“หนังสือเตือนครั้งที่หนึ่งครับ ห้ามร่ายเวทนอกสถานที่ได้รับอนุญาตโดยไม่มีตรา หากพบอีก คุณจะถูกเรียกตัวไปไต่สวนที่หอบรรณสาร” เขาหันไปก้มศีรษะให้ยาย “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ คุณโมราห์”
ตอนเขาเปิดประตูออกไป แมวลายส้มของร้านขายปลาที่นอนอยู่บนธรณีพอดีลุกขึ้นมาเอาหัวถูขาเขา
คาเซลจามหนึ่งที สองที สามที เรียงจังหวะเท่ากันเหมือนตอนเคาะประตู แล้วก้าวข้ามแมวไปอย่างมีมารยาทที่สุดเท่าที่คนตาแดงน้ำมูกไหลจะทำได้
“เขานับจามด้วยแหละยาย” ปิ๊ปกระซิบ “ฉันเห็นปากเขาขยับ หนึ่ง สอง สาม”
เธอโผล่หน้าออกไปนอกประตู ตะโกนตามหลังเขา
“ขอบคุณนะคะ คุณตรงเป๊ะ!”
ชายหนุ่มหยุดเดินหนึ่งก้าว เป็นก้าวเดียวในเช้าวันนั้นที่ยาวไม่เท่าก้าวอื่น แล้วเขาก็เดินต่อไปโดยไม่หันกลับมา
“ในชีวิตฉันไม่เคยได้ใบเหลือง” ยายวางขวดยาแก้ไอทับกระดาษนั้นไว้ “แกทำให้ฉันได้มาภายในสามปี”
ปิ๊ปอยากทำอะไรสักอย่างให้ความรู้สึกหนัก ๆ ในอกหายไป เธอจึงคว้าไม้เท้า หมุนตัวกลางร้าน แล้วชี้ปลายก้นหอยไปที่กองหม้อสกปรกกับผงยาที่หกเต็มพื้น
“ฟิ้บบะลิบ ร้านจ๋า” เธอร้องเป็นทำนอง “ใครก็ได้ที่ว่างอยู่ ช่วยเก็บกวาดให้หน่อยนะ”
ยายหันขวับ “ยัยตัวยุ่ง! เขาเพิ่งเดินพ้นตรอกไป...”
แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไม่มีลม ไม่มีแสง ไม่มีควัน ไม่มีแม้แต่เสียงปุ๊ดเล็ก ๆ ที่เวทพลาดของเธอชอบทำ ร้านทั้งร้านเงียบเฉยราวกับไม่ได้ยินเธอเลย
ปิ๊ปลดไม้เท้าลงช้า ๆ
“มันไม่เกิดอะไรเลยอะยาย” เธอพูดเสียงเบา “พลาดยังดีกว่านี้อีก”
ยายมองเธอ แล้วก็ยื่นไม้กวาดให้
ตีสามสิบเจ็ด ระฆังครั้งที่สี่ดังขึ้นอีกครั้งในกระดูกหน้าอกของปิ๊ป และเธอเขียนทับรายชื่อครบสี่สิบสองบรรทัดเรียบร้อยแล้ว รวมถึงบรรทัดใหม่ที่หมึกยังเข้มที่สุดในเล่ม
เธอหิวน้ำ จึงย่องลงบันไดไปที่ครัว
แสงจันทร์ลอดหน้าต่างมาตกบนอ่างล้างจาน ที่หม้อสกปรกยังกองอยู่
และบนกองหม้อนั้น มีคุณกระดุมนั่งอยู่
ตุ๊กตากระต่ายที่ควรจะนั่งบนขอบหน้าต่างห้องใต้หลังคา นั่งหลังตรงอยู่กลางอ่างล้างจาน หูข้างที่พับเปียกน้ำ และในอุ้งมือผ้านุ่ม ๆ มีช้อนกาแฟเงินคันเล็กกำไว้แน่น
ปิ๊ปยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนาน
“คุณกระดุม” เธอกระซิบ “เธอ... ล้างจานเหรอ”
คุณกระดุมไม่ตอบ ตุ๊กตาไม่เคยตอบ
ปิ๊ปอุ้มมันกลับขึ้นห้องใต้หลังคา พยายามดึงช้อนออก แต่อุ้งมือผ้ากำไว้แน่นจนเธอยอมแพ้
เธอนอนตะแคงจ้องมันจนตาปรือ
มันไม่ขยับเลยสักนิด
ยายโมราห์ขึ้นบันไดมาตอนฟ้าเริ่มสางเป็นสีเทานวล
ปิ๊ปหลับปากอ้า มือข้างหนึ่งยังวางบนสมุดปกฟ้า อีกข้างกอดตุ๊กตากระต่ายที่ถือช้อน ยายมองช้อนนั้นครู่หนึ่ง คิ้วขาวขยับขึ้นนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้ถามอะไร
ไม้เท้าคดงอพิงอยู่ข้างเตียง
ยายนั่งลงข้างมันช้า ๆ อย่างคนที่ข้อเข่าไม่เป็นมิตรอีกแล้ว แล้วยื่นนิ้วผอม ๆ ไปแตะปมนูนบนลำไม้เท้าทีละปม เหมือนคนนับลูกประคำ
ปมแรก ปมที่สอง ปมที่สาม
นิ้วของยายเลื่อนขึ้นไปบนเนื้อไม้เรียบ ๆ เหนือปมที่สาม ลูบไปมาตรงนั้นราวกับหวังว่าจะเจออะไรที่ยังไม่โผล่ออกมา
“สาม...” ยายกระซิบในความเงียบสีเทา “ยังเหลืออีกสี่”
เนื้อหานี้สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้พิมพ์หรือคัดลอก · DuckNovel
ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี