ตอนที่ 2
ดอกไม้ที่ยังกระซิบ
ชาลี · 3 ต.ค. 69 · 6,448 ตัวอักษร
ฮันนานับเพื่อนบ้านจริง ๆ อย่างที่มิราว่า
ปิ๊ปยืนแอบอยู่หลังกองลังปลาตรงหัวโค้ง มองหญิงวัยกลางคนในผ้ากันเปื้อนลายดอกยืนหน้าบ้านไม้สองชั้นทาสีเหลืองซีด นิ้วชี้ของนางเคลื่อนจากบ้านหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่ง ริมฝีปากขยับนับเงียบ ๆ
สิบสอง สิบสาม สิบสี่
พอถึงลานว่างตรงหัวโค้งที่มีแต่หญ้ากับเสาไม้ผุสองต้น นิ้วนั้นก็หยุดค้าง ฮันนาขมวดคิ้ว แล้วกลับไปเริ่มนับใหม่จากบ้านหลังแรก
แม่ค้าปลาเค็มบอกทางมาให้ตั้งแต่ปิ๊ปยังนั่งตาแดงอยู่บนสะพาน “ฮันนาแม่ค้าดอกไม้น่ะเหรอ บ้านเหลือง ๆ ตรงหัวโค้ง อยู่คนเดียวมานานแล้วล่ะหนู ใจดีจะตาย”
อยู่คนเดียว
ปิ๊ปกำดอกไม้ทับแห้งในกระเป๋าไว้แน่น แล้วเดินออกไปจากหลังลังปลา
“เพื่อนของ... ใครนะจ๊ะ”
“มิราค่ะ” ปิ๊ปพูดช้า ๆ ชัด ๆ เหมือนพูดกับคนหูตึง “ลูกสาวป้าค่ะ ผมแดง ขายดอกไม้ที่สะพานเก้า หัวเราะเสียงดังจนนกบนหลังคาบินหนี”
ฮันนายิ้มอย่างสุภาพ ยิ้มแบบคนที่ไม่อยากทำให้เด็กเสียหน้า
“หนูคงมาผิดบ้านแล้วล่ะ ฉันไม่เคยมีลูกเลยจ้ะ” แล้วนางก็มองหน้าปิ๊ปนานขึ้นอีกนิด “แต่หน้าหนูซีดเหมือนกระดาษเลยนะ เข้ามากินน้ำผึ้งมะนาวก่อนไหม”
ในบ้านมีกลิ่นดอกไม้กับดินชื้น ฮันนาเดินไปหยิบแก้วในครัว ส่วนปิ๊ปทำในสิ่งที่ยายด่าเป็นประจำ คือมองทุกอย่างที่ไม่ควรมอง
ประตูห้องด้านในแง้มอยู่
ข้างในมีเตียงสองเตียง
เตียงหนึ่งใหญ่ ผ้าห่มสีน้ำตาลพับไว้ปลายเตียงอย่างคนที่ตื่นเช้าและทำงานหนัก อีกเตียงหนึ่งแคบกว่า ปูผ้าลายดอกกุหลาบแดงตึงเปรี๊ยะ หมอนตั้งตรง ใต้เตียงมีรองเท้าบู๊ตยางคู่เล็กสีเขียว ปลายรองเท้าเลอะดินเหนียวแบบเดียวกับดินริมคลองสะพานเก้า
“เตียงนั้นน่ะเหรอ” ฮันนาเดินกลับมาพร้อมแก้ว เห็นปิ๊ปมองอยู่ นางหัวเราะเบา ๆ แต่เป็นหัวเราะที่ฟังแล้วไม่สนุก “ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามีไว้ทำไม ทุกคืนเผลอปูให้ใหม่ทุกที เหมือนมือมันจำอะไรได้ที่หัวจำไม่ได้ รองเท้านั่นก็ด้วย ฉันใส่ไม่ได้หรอก เท้าฉันใหญ่กว่าตั้งเยอะ แต่จะทิ้งทีไรก็ทิ้งไม่ลง”
ปิ๊ปวางแก้วลงบนโต๊ะ
เธอรู้ว่าควรหยุด รู้ดีด้วย แต่ปากของเธอเป็นสิ่งที่วิ่งเร็วกว่าความคิดเสมอ
“เตียงนั้นของมิราค่ะ” เธอพูด “รองเท้าก็ของมิรา เมื่อวานเธอยังใส่มันอยู่เลย เธอบอกว่าป้าไม่ค่อยหัวเราะ เธอเลยขอให้หนูทำดอกไม้ร้องเพลงให้ป้าดู แล้วเธอก็ให้นี่เป็นค่าจ้าง”
ปิ๊ปหยิบดอกไม้แห้งสีครามออกมาวางบนฝ่ามือ
กลีบบางนั้นสั่น
อย่าลืมฉัน
เสียงนั้นเบามาก เบากว่าเสียงน้ำหยดจากถังสังกะสี แต่ฮันนาได้ยิน ปิ๊ปเห็นจากไหล่ของนางที่กระตุกขึ้น แล้วน้ำตาก็ไหลลงมาตามแก้มทั้งสองข้างโดยที่หน้าของนางยังไม่ทันเปลี่ยนสีหน้าตาม
“ทำไม...” ฮันนายกมือแตะแก้มตัวเอง มองนิ้วที่เปียก เหมือนไม่เชื่อว่ามันมาจากตาตัวเอง “ทำไมฉันร้องไห้ล่ะ ฉันไม่รู้จักเด็กคนนี้ ฉันไม่รู้จักใครชื่อมิรา แต่ทำไม...”
นางกดสองมือที่ขมับ หลับตาแน่น หน้าบิดเหมือนมีใครเอาเข็มร้อย ๆ เล่มทิ่มเข้าไปในหัว
“หยุดเถอะหนู” นางกระซิบ “ได้โปรด ฉันไม่รู้ว่าหนูต้องการอะไร แต่หยุดเถอะ มันเจ็บ”
ปิ๊ปกำดอกไม้แล้วยัดกลับลงกระเป๋าเร็วที่สุดเท่าที่มือจะทำได้
“ขอโทษค่ะ” เธอพูด “หนูขอโทษจริง ๆ หนูคงมาผิดบ้าน”
เธอเดินออกมาโดยไม่กล้าหันกลับไปมอง เพราะกลัวจะเห็นฮันนายังยืนกุมหัวอยู่ตรงนั้น อยู่คนเดียวในบ้านที่มีเตียงสองเตียง
ยายโมราห์ไม่ได้ถามว่าไปไหนมา
ยายแค่เงยหน้าจากครกบดยา มองปิ๊ปที่เดินเข้าร้านช้ากว่าปกติครึ่งก้าว มองกระเป๋าหนังที่ปากเปิดอยู่จนเห็นมุมสมุดปกฟ้าโผล่ออกมา แล้วก็เคาะไปป์กับขอบโต๊ะสองที
“แกไปบ้านหัวโค้งมา”
“ยายรู้ได้ไงคะ”
“ทั้งตัวแกมีแต่กลิ่นดอกไม้กับกลิ่นน้ำตา” ยายพูดโดยไม่ละสายตาจากครก “สองกลิ่นนี้ล้างออกยากที่สุดในโลก”
“ยาย มิราหายไปแล้ว” เธอบอก “ไม่ใช่หายแบบหนีออกจากบ้าน หายแบบไม่เคยมีอยู่ แม่ของเธอยังปูเตียงให้ทุกคืน แต่จำไม่ได้ว่าปูให้ใคร”
สากในมือยายหยุด
ร้านเงียบจนได้ยินเสียงหม้อต้มยาเขียวในครัวพ่นฟองปุด ๆ
“ฟังนะยัยตัวยุ่ง” ยายวางสากลงช้า ๆ แล้วหันมามองตรง ๆ ดวงตาสีเทาของยายในตอนนั้นไม่ได้ดุ แต่แข็งเหมือนหินในคลองหน้าหนาว “เลิกนับคนหายซะ”
ปิ๊ปนิ่งไป
เธอไม่เคยบอกใครเรื่องสมุด ไม่เคยเปิดให้ใครดู เธอเขียนมันบนห้องใต้หลังคาตอนที่ทั้งตรอกหลับหมดแล้วเท่านั้น
“ยาย...” เสียงเธอเล็กลง “ยายรู้เรื่องสมุดของหนูเหรอคะ”
ยายลุกขึ้น ดึงแขนเสื้อยาวที่ไม่ได้เลื่อนลงมาสักนิดให้ลงมาอีก
“ฉันรู้ว่าฟืนในห้องใต้ดินหมด” ยายว่า “ไปขนขึ้นมาสามมัด แล้วล้างหม้อใบใหญ่ด้วย ก้นมันดำเป็นถ่านแล้ว”
“ยายคะ”
“สามมัด” ยายพูดซ้ำ แล้วเดินหายเข้าไปในครัว ปล่อยให้คำถามของปิ๊ปลอยค้างอยู่กลางร้านเหมือนควันไปป์ที่ไม่มีใครสูดเข้าไป
ห้องใต้ดินของร้านยาโมราห์เย็นกว่าทุกที่ในบ้านเสมอ แม้แต่หน้าร้อน
บันไดหินสิบสามขั้นพาลงไปสู่ความมืดที่มีกลิ่นรากไม้ตากแห้ง และกลิ่นจาง ๆ คล้ายหมึกเก่าในหนังสือที่ไม่มีใครเปิดมานาน
ปิ๊ปไม่ได้ถือตะเกียงลงมา เธอยกไม้เท้าขึ้นแทน
“แสงจ๋า” เธอกระซิบ “ออกมาส่องฟืนให้หน่อย ฟิ้บบะลิบ”
ลูกไฟสีนวลขนาดเท่าลูกพลับผุดออกจากปลายก้นหอย ลอยขึ้นอย่างเชื่อฟังดีเกินคาด ปิ๊ปเกือบจะภูมิใจในตัวเอง
แล้วลูกไฟก็ไม่ได้ไปทางกองฟืน
มันลอยข้ามห้องไปช้า ๆ เหมือนแมลงเม่าที่ได้กลิ่นเทียน ตรงไปยังผนังด้านในสุด แล้วไล้ไปตามขอบของสิ่งที่วาดอยู่บนหินนั้น ขึ้นไปด้านบน เลี้ยวโค้ง ลงมาอีกด้าน วนกลับมาที่ลูกบิด
ประตูสีแดง
มันเป็นแค่ภาพวาด ปิ๊ปรู้ดี วาดด้วยสีแดงคล้ำที่ซึมลงไปในเนื้อหินจนดูเหมือนหินมันแดงเอง มีวงกบ มีบานพับ มีลูกบิดที่ลงแสงเงาไว้ประณีตเกินกว่าจะเป็นภาพที่ใครวาดเล่น ๆ แต่ด้านหลังของมันคือดินชื้นกับรากต้นหลิวริมคลอง ไม่มีห้อง ไม่มีทาง ไม่มีอะไรเลย
ลูกไฟวนรอบลูกบิดสามรอบ แล้วดับไปเฉย ๆ เหมือนมีใครเป่า
ในความมืด ปิ๊ปยืนนิ่งอยู่นานกว่าที่ตั้งใจ
เธอตื่นขึ้นที่นี่
สามปีก่อน วันที่เก้าเดือนหมอก เธอลืมตาขึ้นบนพื้นหินตรงหน้าประตูบานนี้ ผ้าคลุมขาดวิ่นห่มตัวอยู่ ไม้เท้าคดงออยู่ในมือ และในหัวไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ไม่มีชื่อ ไม่มีบ้าน ไม่มีหน้าแม่ ไม่มีแม้แต่ความจำว่าเมื่อวานกินอะไร เหมือนเธอเพิ่งถูกเปิดขึ้นมาเป็นหน้ากระดาษหน้าแรก
ของชิ้นเดียวที่อยู่ข้างตัวคือตุ๊กตากระต่ายผ้าเก่า ๆ หูข้างหนึ่งพับลง ตาข้างซ้ายเป็นกระดุมสีแดง มันนั่งพิงผนังเหมือนเฝ้าเธอหลับมาทั้งคืน
คำแรกที่เธอพูดในชีวิตเท่าที่จำได้ คือ “อรุณสวัสดิ์ คุณกระดุม”
เธอไม่รู้ว่าชื่อนี้มาจากไหน มันแค่อยู่บนปลายลิ้นพอดี ทุกวันนี้คุณกระดุมยังนั่งอยู่บนขอบหน้าต่างในห้องใต้หลังคา
ส่วนยายลงบันไดมาพร้อมตะเกียงในเช้าวันนั้น มองเด็กแปลกหน้าในห้องใต้ดินของตัวเองอยู่นานมาก นานจนตะเกียงในมือสั่น แล้วถามแค่ว่า “หิวไหม”
ปิ๊ปไม่เคยถามว่าทำไมยายไม่ตกใจ
วันนี้เป็นครั้งแรกที่เธออยากถาม
เธอยื่นมือไปแตะประตูสีแดง หินเย็นเฉียบจนนิ้วชา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันเป็นแค่สีบนหิน
“เธอก็แค่รูปวาด” ปิ๊ปบอกประตู แล้วแบกฟืนขึ้นไปสามมัดตามสั่ง โดยไม่หันกลับไปมองอีก
จดหมายมาถึงตอนระฆังหก
คนส่งสารของสภาทะเบียนในเสื้อคลุมสีเทายื่นซองสีขาวที่ปิดผนึกด้วยครั่งดำประทับตราขนนกไขว้ ก้มศีรษะในมุมที่แม่นยำเหมือนวัดด้วยไม้บรรทัด แล้วเดินจากไปโดยไม่พูดสักคำ
ยายแกะซองอ่านเงียบ ๆ สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากเฉยเป็นแข็ง จากแข็งเป็นเหนื่อย
“อะไรเหรอคะ” ปิ๊ปชะโงกหน้าข้ามไหล่ยาย
ยายไม่ห้าม แค่เอียงกระดาษให้เธออ่าน ตัวหนังสือพิมพ์เรียบกริบ ไม่มีหมึกเลอะสักจุด
แจ้งเพื่อทราบ ได้รับรายงานการใช้เวทไม่ขึ้นทะเบียน ณ สะพานเก้า เมื่อวันที่ผ่านมา ลักษณะ: ดอกไม้ส่งเสียงพูดได้ ผู้ต้องสงสัยเป็นเด็กหญิงจากร้านยาโมราห์ ตรอกกาน้ำชา จึงขอแจ้งว่าผู้ตรวจการจะเข้าตรวจสถานที่ในวันพรุ่งนี้ เวลาระฆังเก้า ตรงเวลา
คำว่า “ตรงเวลา” ถูกขีดเส้นใต้ด้วยหมึกสองเส้น ขนานกันเป๊ะราวกับรางรถไฟ
ปิ๊ปมองเส้นสองเส้นนั้น แล้วมองหน้ายาย
“ใครเขาเขียนคำว่าตรงเวลา แล้วขีดเส้นใต้สองเส้นกันคะยาย”
ยายพับจดหมายเป็นสี่ทบ ยัดใส่กระเป๋าผ้ากันเปื้อน แล้วจุดไปป์ใหม่ทั้งที่อันเก่ายังไม่ดับ
“คนแบบที่แกไม่อยากเจอที่สุดในโลกไงล่ะ” ยายว่า “พรุ่งนี้ทั้งวัน แกทำตัวให้เหมือนขวดยาบนชั้น นิ่ง ๆ เงียบ ๆ ไม่มีเสียง ไม่มีเวท ไม่มีมุก ได้ยินไหม”
ปิ๊ปพยักหน้าแรง ๆ สามที
ซึ่งทั้งเธอและยายรู้ดีว่า มันไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด
เนื้อหานี้สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้พิมพ์หรือคัดลอก · DuckNovel
ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี