7 เทพศาสตรา

ตอนที่ 5 · ชื่อที่ถูกเขียนด้วยเลือด

ตอนที่ 5

ชื่อที่ถูกเขียนด้วยเลือด

ชาลี · 11 ต.ค. 69 · 9,715 ตัวอักษร

รอยแตกสีดำบนข้อมือของหลินเยว่ขยายออกอีกเส้นหนึ่ง

เขารีบคว้าข้อมือตัวเองไว้ ความรู้สึกเย็นจัดแล่นจากปลายนิ้วขึ้นไปถึงหัวไหล่ ราวกับมีใครบางคนกำลังใช้น้ำแข็งเขียนอักษรลงบนกระดูก เสียงกระซิบที่ดังขึ้นเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในห้องลับ

“ผู้ถือครองคนที่เจ็ด... ถูกเลือกไปแล้ว”

หลินเยว่หันไปมองซูเหยา

หญิงสาวยืนนิ่งอยู่หน้าป้ายไม้ ใบหน้าซีดลงจนแทบไม่เหลือสีเลือด ดวงตาของนางจับจ้องชื่อที่เขียนด้วยหมึกแดงใต้ตราวงเจ็ดเส้น ราวกับเพียงกะพริบตา ชื่อนั้นก็อาจเปลี่ยนเป็นของคนอื่นได้

“เจ้ารู้เรื่องนี้มาก่อนหรือไม่” เขาถาม

“ถ้าข้ารู้ ข้าคงไม่ยืนทำหน้าเหมือนคนที่เพิ่งเห็นผีอยู่ตรงนี้”

“บางทีเจ้าก็อาจแสดงเก่งกว่าที่ข้าคิด”

ซูเหยาหันขวับมามองเขา “ข้าเพิ่งช่วยเจ้าหนีทหารมา แล้วยังต้องพาเจ้าลงมาใต้ดินอีก เจ้าคิดว่าข้ามีเวลาฝึกแสดงละครด้วยหรือ”

หลินเยว่ยกมืออีกข้างขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ แต่สายตายังไม่ละจากชื่อบนป้ายไม้ เขาไม่ได้คิดว่านางโกหก เพียงแต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาเรียนรู้ว่าคนที่พูดความจริงอาจไม่ได้รู้ความจริงทั้งหมด และคนที่ไม่รู้อะไรเลยก็อาจถูกลากเข้าไปอยู่กลางเรื่องได้โดยไม่ทันตั้งตัว

“ลองเอาป้ายลงมา” เขาบอก

“ทำไมข้าต้องเป็นคนทำ”

“เพราะชื่อเป็นของเจ้า”

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ลองเอามันลงมาเองสิ”

ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงครืดคราดจากด้านหลังจะทำให้พวกเขาหันไปพร้อมกัน

ประตูหินที่พวกเขาใช้เข้ามากำลังปิดตัวลงอย่างช้า ๆ ช่องว่างระหว่างบานประตูลดลงทีละน้อย ขณะที่แสงจากคบเพลิงด้านนอกถูกบดบังจนเหลือเพียงเส้นบาง ๆ

ซูเหยาสบถเบา ๆ แล้ววิ่งไปดันประตู แต่มันไม่ขยับแม้แต่น้อย

“อย่าฝืน” หลินเยว่เตือน “ถ้ามันสร้างไว้ให้ปิดเอง แรงคนคงหยุดไม่ได้”

“แล้วเจ้ามีวิธีอื่นหรือ”

เขาไม่ตอบทันที กลับเดินไปตรวจรอยต่อรอบประตูแทน หินแต่ละก้อนถูกวางแนบสนิท ไม่มีช่องสำหรับสอดเครื่องมือ ทว่าตรงพื้นใต้ธรณีประตูมีร่องเล็ก ๆ พาดผ่านไปยังผนังด้านข้าง เขาคุกเข่าลง ใช้ปลายนิ้วปัดฝุ่นออกจนเห็นเส้นทองแดงเก่าแก่ฝังอยู่ในหิน

มันไม่ใช่กลไกสำหรับเปิดประตู แต่เป็นวงจรที่เชื่อมกับแท่นทั้งเจ็ดในห้องนี้

“มีอะไรหรือ” ซูเหยาถาม

“ประตูไม่ได้ปิดเพราะเราเข้ามา มันปิดเพราะมีบางอย่างเริ่มทำงาน”

“สิ่งนั้นคืออะไร”

หลินเยว่เหลือบมองข้อมือตัวเอง “ข้าอยากรู้เหมือนกัน”

เสียงหินเสียดสีกันดังขึ้นอีกครั้ง ประตูปิดสนิทในที่สุด ความมืดกลืนห้องไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เส้นแสงสีแดงจะค่อย ๆ สว่างขึ้นตามร่องบนพื้น เส้นแสงเหล่านั้นเชื่อมแท่นทั้งเจ็ดเข้าด้วยกัน แต่ละแท่นมีอักษรโบราณปรากฏขึ้นทีละตัว

หลินเยว่อ่านไม่ออกทั้งหมด ทว่าตัวอักษรบนแท่นแรกกลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด

ฟัง

ส่วนแท่นที่สองมีอักษรว่า รับรู้ แท่นที่สามคือ ผูกพัน และแท่นที่เหลือถูกความมืดบดบังไว้

ซูเหยาก้มลงอ่านอักษรบนพื้น “นี่เป็นลำดับขั้นของศาสตราหรือ”

“อาจใช่ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ยังไม่รู้ว่าขั้นต่อไปต้องทำอะไร”

“เจ้าคิดว่ามันเกี่ยวกับรอยบนข้อมือของเจ้าหรือไม่”

หลินเยว่ไม่ทันตอบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากแท่นแรก

ไม่ใช่เสียงกระซิบจากเงา ไม่ใช่เสียงของคนที่ยืนอยู่ในห้อง แต่เป็นเสียงโลหะบาง ๆ สั่นสะเทือนอยู่ใต้พื้น ราวกับมีดเล่มเล็กถูกลากผ่านขอบถ้วยทองแดง

เขาได้ยินมันชัดเจนกว่าซูเหยา

เสียงนั้นมีจังหวะซ้ำกันสามครั้ง หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วดังขึ้นอีกครั้ง

หลินเยว่หลับตา พยายามแยกเสียงออกจากเสียงหัวใจตัวเอง เขาไม่รู้ว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น แต่สัญชาตญาณบอกว่าหากเขาพยายามใช้กำลังบังคับมัน เขาอาจต้องเสียบางสิ่งไปอีก

เขานึกถึงคำเตือนในจดหมายของอาจารย์

อย่าดึงมันออกมา อย่าฝึกใช้มัน ทุกครั้งที่เจ้าฝืนให้มันแสดงพลัง เจ้าจะสูญเสียบางสิ่งที่เป็นของเจ้า

ดังนั้นเขาจึงไม่เรียกพลัง ไม่พยายามควบคุมเงา เพียงแค่ฟัง

เสียงโลหะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงฝีเท้า ตามด้วยเสียงคนสองคนกำลังโต้เถียงกัน

“เด็กคนนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือ”

“คำสั่งระบุให้ส่งตัวเด็กไปก่อนประตูปิด”

“แล้วชื่อหลินอู๋หมิงล่ะ”

“ลบออกจากทะเบียนเสีย ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป เด็กคนนั้นไม่เคยมีตัวตน”

หลินเยว่ลืมตาขึ้นทันที

ภาพตรงหน้าไม่ได้เปลี่ยนไป แต่เสียงในห้องกลับชัดเจนขึ้น ราวกับผนังหินกลายเป็นเพียงผ้าม่านบาง ๆ ที่กั้นเขาออกจากเหตุการณ์ในอดีต

เสียงเด็กคนหนึ่งร้องไห้ดังแทรกขึ้นมา

“ท่านพ่อ ข้าไม่อยากไป”

แล้วเสียงชายที่ฟังดูเหนื่อยล้าก็ตอบกลับ

“จำเอาไว้ ไม่ว่าใครจะถาม เจ้าต้องบอกว่าตัวเองชื่อหลินเยว่”

“แล้วชื่อเดิมของข้าล่ะ”

ไม่มีคำตอบ

มีเพียงเสียงโลหะกระแทกพื้นอย่างแรง ก่อนทุกอย่างจะเงียบลง

หลินเยว่เซถอยหลัง มือกุมขมับ เขารู้สึกเหมือนมีใครควักบางอย่างออกจากหัว แต่เมื่อพยายามนึกว่ามันคืออะไร กลับพบเพียงความว่างเปล่า

“หลินเยว่!”

ซูเหยาคว้าแขนเขาไว้ “เจ้าเป็นอะไร”

“ข้าได้ยินเสียงคนคุยกัน”

“ใคร”

“คนที่อยู่ที่นี่เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน”

ซูเหยาชะงัก “เจ้าหมายความว่า... ศาสตราทำให้เจ้าได้ยินอดีตหรือ”

“ข้าไม่แน่ใจ มันอาจไม่ใช่ศาสตราด้วยซ้ำ อาจเป็นสิ่งที่ถูกทิ้งไว้ในสถานที่แห่งนี้”

เขาพยายามนึกถึงเสียงเด็กคนนั้นอีกครั้ง สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความรู้สึกกลัวและความอบอุ่นจากมือของใครบางคน แต่ใบหน้าของคนที่จับมือนั้นกลับเลือนหายไป

เขาจำเสียงของชายคนนั้นไม่ได้แล้ว

ไม่สิ... เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่ตัวเองจำเสียงนั้นได้จริงหรือไม่

“เจ้าบอกว่าไม่ควรฝืนใช้มัน” ซูเหยาพูดช้า ๆ “แล้วสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นล่ะ เจ้าเป็นคนเลือกฟังเองหรือ”

“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะได้ยินเรื่องพวกนั้น”

“แต่เจ้าก็ได้ยิน”

หลินเยว่ก้มมองข้อมือ รอยแตกสีดำหยุดขยายแล้ว ทว่าตรงกลางรอยมีเส้นสีเงินบาง ๆ ปรากฏขึ้น เหมือนรอยร้าวบนกระจกที่สะท้อนแสงจันทร์

เขาไม่รู้ว่านั่นหมายถึงอะไร แต่เริ่มเข้าใจแล้วว่าการตื่นของศาสตราไม่ได้หมายถึงการได้พลังมาใช้ฟรี ๆ ทุกครั้งที่มันตอบสนอง บางอย่างในตัวเขาก็ถูกแตะต้องไปด้วย

“เราต้องออกไปจากที่นี่” เขาพูด

ซูเหยาพยักหน้า แล้วชี้ไปยังผนังด้านตรงข้าม “ดูนั่น”

อักษรบนผนังซึ่งก่อนหน้านี้ถูกเงาบดบังเริ่มปรากฏขึ้นทีละบรรทัด คราวนี้ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผู้ถือครองทั้งเจ็ด แต่เป็นบันทึกสั้น ๆ ที่ถูกสลักด้วยมือคนธรรมดา รอยสลักไม่สม่ำเสมอ ราวกับผู้เขียนต้องรีบทำก่อนจะไม่มีโอกาสอีก

“วันที่สิบสาม เดือนเก้า... มีผู้ถือครองสามคนมาถึงก่อนกำหนด”

“วันที่สิบสี่... ศาสตราชิ้นแรกปฏิเสธคำสั่ง”

“วันที่สิบห้า... ประตูชั้นล่างไม่อาจปิดได้”

บรรทัดสุดท้ายถูกขูดจนแทบอ่านไม่ออก เหลือเพียงคำไม่กี่คำ

“หากเด็กยังจำได้... อย่าให้เขาพบผู้ถือครองคนที่เจ็ด”

ซูเหยาหันมองหลินเยว่ทันที “เด็กคนนั้นหมายถึงเจ้าใช่ไหม”

“ข้าไม่รู้”

“แต่เจ้าก็คิดเช่นนั้น”

เขาไม่ปฏิเสธ

ซูเหยาเดินไปใกล้ผนัง ใช้ปลายนิ้วไล่ตามรอยสลักอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นนางก็สะดุ้งและรีบชักมือกลับ

“มีอะไร”

“มันอุ่น”

หลินเยว่ลองแตะผนังตรงตำแหน่งเดียวกัน หินเย็นจัดจนปลายนิ้วชา แต่ใต้รอยสลักที่เขียนถึงผู้ถือครองคนที่เจ็ดกลับมีความร้อนแผ่ออกมาเป็นวงเล็ก ๆ

เมื่อเขาใช้แสงจากคบเพลิงส่องใกล้ ๆ จึงเห็นว่ามีรอยนิ้วมือประทับอยู่ใต้ชั้นฝุ่น รอยนั้นเล็กกว่ามือผู้ใหญ่ และตรงปลายนิ้วมีคราบสีแดงเก่าฝังแน่นในเนื้อหิน

“มีคนเคยยืนตรงนี้” เขาพึมพำ

ซูเหยามองรอยมือ ก่อนจะยกมือของตนขึ้นเทียบโดยไม่ตั้งใจ

ขนาดใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด

นางรีบลดมือลง “เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่เคยมาที่นี่”

“ข้าไม่ได้บอกว่าเจ้าเคยมา”

“แต่เจ้ากำลังคิด”

“ข้ากำลังคิดว่ามีคนอยากให้เราคิดเช่นนั้นต่างหาก”

หลินเยว่ใช้ปลายมีดซ่อมเครื่องมือขูดฝุ่นรอบรอยมือออกอย่างเบามือ ไม่นานก็พบรอยอักษรซ่อนอยู่ใต้ฝ่ามือ เป็นชื่อสั้น ๆ ที่ถูกสลักไว้ลึกกว่าส่วนอื่น

ซูเหยา

หญิงสาวถอยหลังหนึ่งก้าว สีหน้าของนางเปลี่ยนไปทันที

“ใครเป็นคนเขียนชื่อนี้”

ไม่มีใครตอบได้

เสียงกระแทกดังมาจากอีกด้านของประตูหิน ทั้งสองหันไปพร้อมกัน คราวนี้เสียงไม่ได้ดังมาจากด้านนอก หากมาจากใต้พื้นห้อง

หนึ่งครั้ง

สองครั้ง

สามครั้ง

เหมือนมีใครบางคนกำลังเคาะประตูจากอีกฝั่งหนึ่งของโลก

แสงสีแดงตามร่องพื้นดับลงพร้อมกัน แท่นทั้งเจ็ดกลับสู่ความมืด แต่เสียงเคาะยังดำเนินต่อไป จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากใต้เท้าของซูเหยา

“ในที่สุด... เจ้าก็กลับมา”

ซูเหยาหน้าซีดเผือด นางไม่ขยับแม้แต่น้อย

หลินเยว่คว้าแขนของนางแล้วดึงออกจากตำแหน่งนั้นทันที พื้นหินตรงจุดที่นางยืนอยู่แตกร้าวเป็นวง ก่อนจะยุบลงเผยให้เห็นบันไดแคบ ๆ ที่ทอดลึกลงไปด้านล่าง

กลิ่นอับชื้นพุ่งขึ้นมาจากช่องมืด ปะปนกับกลิ่นสนิมและกลิ่นคาวจาง ๆ

ที่ขั้นบันไดลำดับแรก มีสิ่งหนึ่งวางอยู่

มันคือป้ายประจำตัวของเจ้าหน้าที่ทะเบียนเมืองฉือเหอ ป้ายชนิดเดียวกับที่ซูเหยาสวมไว้ที่เอว

แต่ป้ายที่อยู่ด้านล่างเก่ากว่าของนางมาก ขอบทองแดงผุกร่อนและมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด เมื่อหลินเยว่หยิบมันขึ้นมา เขาก็เห็นชื่อที่สลักอยู่ด้านหลัง

ซูเหยา — ผู้บันทึกประตูชั้นล่าง

ซูเหยาจ้องป้ายนั้นอยู่นาน ก่อนจะพูดออกมาอย่างแผ่วเบา

“ข้าเพิ่งเข้าทำงานที่ทะเบียนเมืองได้สามปี”

“ข้ารู้”

“ข้าไม่เคยเป็นผู้บันทึกอะไรทั้งนั้น”

หลินเยว่พลิกป้ายกลับไปด้านหน้า ตรงมุมล่างมีวันที่สลักไว้ ตัวเลขบางส่วนถูกสนิมกัดกิน แต่ปีที่เหลืออยู่ยังอ่านได้ชัดเจน

สิบเจ็ดปีก่อน

ทั้งสองเงียบไป

จากส่วนลึกของบันได มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นช้า ๆ ไม่รีบร้อน และไม่ได้พยายามปกปิดว่ากำลังเดินเข้ามาใกล้

หลินเยว่ยกมีดซ่อมเครื่องมือขึ้น แม้จะรู้ดีว่ามันแทบไม่มีประโยชน์หากผู้ที่กำลังขึ้นมาเป็นผู้ฝึกตนระดับสูง ส่วนซูเหยาถอยไปยืนข้างเขา มือหนึ่งกำป้ายทองแดงแน่น อีกมือแตะด้ามกระบี่สั้นที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อ

เงาของคนผู้หนึ่งปรากฏบนผนังบันไดก่อนเจ้าตัวจะก้าวพ้นความมืด

เป็นชายชราสวมชุดเจ้าหน้าที่ทะเบียนแบบเก่า ผมสีขาวของเขารวบไว้ด้านหลัง ใบหน้ามีรอยแผลพาดจากหน้าผากลงมาถึงแก้ม ดวงตาข้างหนึ่งขุ่นมัว ส่วนอีกข้างจับจ้องซูเหยาราวกับกำลังมองคนที่รอคอยมานาน

เขาหยุดอยู่ตรงขั้นบันไดสุดท้าย แล้วถอนหายใจยาว

“ในที่สุดก็พาเด็กคนนั้นมาถึงจนได้”

ซูเหยาก้าวออกไปข้างหน้า “ท่านเป็นใคร”

ชายชราไม่ตอบคำถาม เขากลับมองป้ายทองแดงในมือนาง แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป

“เจ้าเอามันขึ้นมาแล้วหรือ”

“ท่านรู้จักป้ายนี้?”

“ข้ารู้จักคนที่เคยสวมมัน”

เขาเงยหน้าขึ้นมองซูเหยาอีกครั้ง

“และข้าก็รู้ว่าเหตุใดชื่อของเจ้าจึงถูกเขียนไว้ในทะเบียนเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน”

หลินเยว่ขยับมายืนบังซูเหยาเล็กน้อย “ถ้าท่านรู้ ก็พูดมา”

ชายชราหันมามองเขา รอยแผลบนใบหน้ากระตุกขึ้นคล้ายรอยยิ้มที่ไม่สมบูรณ์

“เจ้ายังใจร้อนเหมือนเดิม หลินอู๋หมิง”

“ข้าไม่ใช่หลินอู๋หมิง”

“เช่นนั้นหรือ” ชายชราถามกลับ “แล้วเหตุใดเจ้าจึงยังได้ยินเสียงของคนที่ตายไปแล้ว”

หลินเยว่กำมีดแน่น

ชายชราก้าวลงจากบันไดอีกขั้น แสงคบเพลิงเผยให้เห็นว่าเขาถือสมุดทะเบียนเล่มหนาไว้ในมือ ปกหนังของมันแตกร้าวและมีตราวงเจ็ดเส้นประทับอยู่ตรงกลาง

เขาวางสมุดลงบนพื้น เปิดไปยังหน้าที่คั่นด้วยแถบผ้าสีแดง

ในหน้านั้นมีชื่อสองชื่ออยู่ติดกัน

ชื่อแรกคือ หลินอู๋หมิง

ชื่อที่สองคือ ซูเหยา

แต่ตรงช่องสถานะของทั้งคู่ไม่ได้เขียนว่าเกิด ตาย หรือสูญหาย

มันเขียนเหมือนกันทุกตัวอักษรว่า

“ส่งคืนประตู”

ชายชราปิดสมุดลงอย่างช้า ๆ

“ถ้าพวกเจ้ายังอยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร จงลงไปกับข้า แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า เมื่อผ่านประตูบานถัดไปแล้ว พวกเจ้าอาจไม่ได้กลับออกมาในฐานะคนเดิม”

เสียงเคาะใต้พื้นดังขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้ไม่ใช่สามครั้ง

มันดังต่อเนื่อง ราวกับมีคนจำนวนมากกำลังรออยู่หลังประตู และทุกคนต่างรู้ว่าพวกเขามาถึงแล้ว

หลินเยว่หันไปมองซูเหยา นางยังกลัว แต่ไม่ได้ถอยหนี

“ข้าจะไป” นางพูด “แต่ถ้าท่านโกหก ข้าจะเป็นคนถามท่านด้วยตัวเอง”

ชายชราพยักหน้าเหมือนคาดคำตอบนี้ไว้แล้ว ก่อนจะหันหลังเดินลงบันได

หลินเยว่ก้าวตามไปได้เพียงสองขั้น รอยแตกสีดำบนข้อมือก็พลันร้อนวาบ เขาก้มมองมัน และได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจากเงาของตัวเอง

“อย่าลงไป”

เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงกระซิบจากศาสตรา

มันเป็นเสียงของอาจารย์

“หลินเยว่... ครั้งนี้จงเชื่อข้า”

แต่ชายชราที่อยู่เบื้องหน้ากลับหยุดเดิน แล้วพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา

“อย่าไปฟังเสียงนั้น เด็กน้อย”

เขายกสมุดทะเบียนขึ้นให้เห็นหน้าปกอีกครั้ง

“เพราะคนที่สอนเจ้าให้กลัวประตูบานนี้ คือคนที่เปิดมันเป็นคนแรก”

ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)