ตอนที่ 4
กระบี่ที่ปฏิเสธเจ้าของ
ชาลี · 11 ต.ค. 69 · 10,219 ตัวอักษร
...เสียงประตูหินครูดไปตามพื้นดังสะท้อนทั่วห้องใต้ดิน
หลินเยว่ถอยห่างจากแท่นหินที่เจ็ด ขณะที่ชายชุดขาวรีบปิดฝาหีบสีดำ แต่ไม่ว่าจะออกแรงเพียงใด ฝาหีบก็ไม่ยอมขยับ เศษกระบี่ด้านในสั่นสะเทือนจนผ้าสีแดงที่รองอยู่ใต้คมกระบี่เริ่มขาดเป็นริ้ว
“ปิดมันเสีย!” ชายชุดขาวตะโกน
หลินเยว่หันมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “ท่านเป็นคนเปิดเองไม่ใช่หรือ?”
“ข้าสั่งให้เจ้าปิด!”
“ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันทำงานอย่างไร!”
เสียงโลหะกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แรงสั่นสะเทือนทำให้ฝุ่นจากเพดานร่วงลงมาเป็นสาย ชายชุดขาวสบถแล้วถอยไปยืนชิดผนัง ดวงตาจับจ้องเศษกระบี่ราวกับมันเป็นสัตว์ร้ายที่พร้อมกระโจนเข้าใส่ทุกเมื่อ
หลินเยว่ไม่เคยเห็นผู้ฝึกตนที่มีปราณแข็งแกร่งแสดงความหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน
เมื่อวานชายคนนี้ยังใช้แรงกดดันจนเขาแทบขยับตัวไม่ได้ แต่ตอนนี้กลับไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้หีบ
“เมื่อครู่ท่านบอกว่าข้าเคยฆ่าผู้ถือครองคนแรก” หลินเยว่ถาม “ท่านกำลังพูดถึงใคร?”
ชายชุดขาวไม่ตอบ
“หลินอู๋หมิงเป็นชื่อของข้า หรือเป็นชื่อของคนอื่น?”
“เจ้าคิดว่าการถามคำถามจะเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้หรือ?”
“อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ข้ารู้ว่าควรเชื่อใคร”
ชายชุดขาวหัวเราะสั้น ๆ “ถ้าเช่นนั้นอย่าเชื่อใครทั้งนั้น โดยเฉพาะคนที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์ของเจ้า”
ประโยคนั้นทำให้หลินเยว่กำหมัดแน่น
เขานึกถึงชายชราที่ส่งเขาลงมาในห้องใต้ดิน นึกถึงคำเตือนเรื่องกระบี่ และนึกถึงเสียงที่ดังขึ้นในความมืดก่อนประตูหินเปิดออก
หากชายชรารู้ว่ากระบี่ทำอะไรได้ เหตุใดจึงไม่เคยบอกเขา?
และหากชายชุดขาวรู้จักอดีตของเขาจริง เหตุใดจึงต้องตามล่าเขาแทนที่จะบอกความจริงมาตั้งแต่แรก?
หลินเยว่ยังไม่ทันถามต่อ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากหลังประตูหิน
“ผู้ถือครองที่หนึ่งกลับมาแล้ว”
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาจากคน แต่คล้ายเสียงลมพัดผ่านช่องหินลึกใต้ภูเขา
“ผู้ถือครองที่สองยังไม่ตื่น”
ชายชุดขาวหน้าซีดลง
“ไม่ควรเป็นเช่นนี้...” เขาพึมพำ “ประตูบานนี้ต้องเปิดเมื่อศาสตราครบทั้งเจ็ดเท่านั้น”
หลินเยว่หันไปมองประตูทั้งเจ็ดบาน บนผิวหินมีตราที่แตกต่างกัน บางบานเป็นรูปเปลวไฟ บางบานเป็นคลื่นน้ำ อีกบานเป็นวงแหวนซ้อนกัน ส่วนบานที่อยู่ตรงกลางไม่มีลวดลายใด ๆ
มีเพียงรอยมือขนาดเล็กประทับอยู่บนหิน
รอยมือนั้นมีขนาดพอดีกับมือของเด็กคนหนึ่ง
หลินเยว่ยังไม่ทันก้าวเข้าไปใกล้ พื้นใต้เท้าก็สั่นอย่างรุนแรง ประตูหินทุกบานปิดลงพร้อมกัน เหลือเพียงเสียงกลไกเก่าที่กำลังหมุนอยู่ลึกลงไปใต้พื้น
จากนั้นแสงสีดำที่ลอยอยู่เหนือแท่นหินก็พุ่งเข้าหาหลินเยว่
เขายกแขนขึ้นบังใบหน้าโดยสัญชาตญาณ แต่แสงนั้นไม่ได้ทำให้เกิดบาดแผล มันไหลผ่านผิวหนังเหมือนควันเย็น ๆ ก่อนหายเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณข้อมือ
ลวดลายสีดำปรากฏขึ้นเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรอยแผลเก่า
หลินเยว่รีบดึงแขนเสื้อขึ้นดู
“นี่มันอะไร?”
ชายชุดขาวจ้องข้อมือของเขา แล้วถอยหลังจนชนผนัง
“ตรารับศาสตรา...”
“ท่านพูดให้รู้เรื่อง!”
“ข้าไม่รู้ว่ามันเลือกเจ้าได้อย่างไร” ชายชุดขาวกล่าว “ศาสตราชิ้นนั้นแตกไปแล้วตั้งแต่สิบเจ็ดปีก่อน ไม่มีใครควรปลุกมันขึ้นมาได้”
หลินเยว่ก้มมองรอยสีดำอีกครั้ง
มันไม่ได้เจ็บ แต่ทุกครั้งที่เขาพยายามเพ่งมอง ราวกับมีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในหัว เสียงนั้นไม่มีถ้อยคำชัดเจน มีเพียงความรู้สึกเหมือนกำลังถูกบางสิ่งจดจำ
“ถ้าศาสตราแตกแล้ว เหตุใดจึงยังเลือกเจ้าของได้?”
ชายชุดขาวเม้มปาก ไม่ตอบคำถาม
หลินเยว่เดินเข้าไปใกล้หีบ แต่ก่อนจะเอื้อมมือแตะมัน ชายชุดขาวก็พุ่งเข้ามาขวาง
“อย่าแตะ!”
แรงปะทะทำให้หลินเยว่เซไปชนแท่นหิน ชายชุดขาวคว้าข้อมือที่มีตราสีดำไว้แน่น
ทันทีที่นิ้วของเขาสัมผัสรอยตรา เสียงดังคล้ายกระดูกแตกก็ดังขึ้นจากมือของชายชุดขาว เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดแล้วปล่อยมือโดยฉับพลัน
หลินเยว่ถอยห่าง มองอีกฝ่ายด้วยความตกใจ
บนฝ่ามือของชายชุดขาวปรากฏรอยไหม้เป็นเส้นสีดำ ลวดลายเดียวกับตราบนข้อมือของเขา แต่รอยนั้นกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ชายชุดขาวกัดฟัน ใช้มืออีกข้างกดทับรอยไหม้ ก่อนรวบรวมปราณเป็นแสงสีขาวห่อหุ้มฝ่ามือ ลวดลายจึงค่อย ๆ หยุดขยายตัว
“เจ้าควบคุมมันไม่ได้ด้วยซ้ำ” เขากล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว “แต่กลับได้รับการยอมรับจากมัน”
หลินเยว่ไม่เข้าใจคำว่าได้รับการยอมรับ เขาไม่ได้ฝึกวิชา ไม่เคยผ่านการทดสอบ และไม่เคยแม้แต่จะจับกระบี่โบราณมาก่อน
“ข้าไม่ได้ต้องการมัน”
“ไม่มีใครถามความต้องการของเจ้า”
ชายชุดขาวหันไปหยิบหีบ แต่ทันทีที่เขาจับขอบไม้ เสียงกระซิบจากใต้พื้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ผู้ที่ไม่รู้จักตนเอง ย่อมไม่อาจถือครองศาสตรา”
ชายชุดขาวชะงัก
เสียงนั้นดังต่อไป
“ผู้ที่ฝืนชะตา จะถูกชะตากลืนกิน”
คราวนี้แม้แต่หลินเยว่ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ อากาศในห้องเย็นลงอย่างรวดเร็ว เปลวไฟจากตะเกียงหดเล็กลงจนแทบดับ และรอยตราบนข้อมือของเขาเริ่มเต้นเป็นจังหวะเหมือนชีพจร
ชายชุดขาวยกมือขึ้นประสานเป็นตรา ปราณสีขาวแผ่คลุมร่างเขา ก่อนก่อตัวเป็นเส้นแสงพุ่งตรงไปยังหีบ
เสียงระเบิดดังสนั่น
หีบสีดำแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ผ้าสีแดงปลิวกระจายไปทั่วห้อง แต่เศษกระบี่ยังคงลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่ตกลงพื้น
ชายชุดขาวกระอักเลือดออกมาเล็กน้อย เขารีบถอยไปยังทางเข้า ขณะมองเศษกระบี่ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
“ข้าเข้าใจแล้ว... มันไม่ได้ต้องการเจ้าของ”
หลินเยว่เงยหน้ามองเศษกระบี่ที่ลอยอยู่
“แล้วมันต้องการอะไร?”
ชายชุดขาวจ้องเขา
“มันกำลังตามหาสิ่งที่หายไปจากตัวมันเอง”
ก่อนหลินเยว่จะถามต่อ เศษกระบี่ก็พุ่งลงมา
เขายกมือรับโดยไม่รู้ตัว
ปลายนิ้วสัมผัสโลหะเย็นเฉียบ ภาพจำนวนมากพลันปรากฏขึ้นในหัวของเขา ภาพเมืองที่ถูกไฟเผา ภาพคนสวมชุดเกราะล้มลงบนพื้น และภาพชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง มือข้างหนึ่งถือกระบี่สีดำที่สมบูรณ์
ชายคนนั้นหันมามองเขา
ใบหน้าของชายคนนั้นเหมือนเขาทุกประการ
ก่อนภาพจะดับลง หลินเยว่ได้ยินคำพูดเพียงประโยคเดียว
“อย่าให้พวกเขาประกอบมันกลับคืน”
เขาสะดุ้งปล่อยเศษกระบี่ลง
โลหะกระแทกพื้น แต่แทนที่จะเกิดเสียงดัง มันกลับจมลงไปในเงาของเขาเหมือนหยดน้ำตกลงสู่ผิวน้ำ
ทุกอย่างเงียบลงทันที
ชายชุดขาวจ้องพื้นตรงจุดที่เศษกระบี่หายไป ก่อนค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองหลินเยว่
“เจ้าทำอะไรลงไป?”
หลินเยว่ส่ายหน้า “ข้าไม่รู้”
“ศาสตราเข้าไปในเงาของเจ้า... เป็นไปไม่ได้”
ชายชุดขาวรีบถอยไปทางบันได แต่ยังไม่ทันออกจากห้อง เสียงกลไกใต้พื้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ประตูหินบานหนึ่งเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นทางเดินแคบที่ทอดลึกเข้าไปในความมืด
เหนือกรอบประตูมีตัวอักษรปรากฏขึ้น
ผู้ถือครองคนแรก — หลินอู๋หมิง
ชายชุดขาวมองข้อความนั้นด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง
“ไม่ใช่...” เขาพึมพำ “ชื่อของเขาควรถูกลบไปแล้ว”
หลินเยว่หันไปหาเขา “ใครถูกลบชื่อ?”
แต่ชายชุดขาวไม่ตอบ เขารีบวิ่งออกจากห้องใต้ดิน ทิ้งหลินเยว่ไว้เพียงลำพังกับประตูที่เพิ่งเปิดออก
หลินเยว่ควรหนีตามไป เขาไม่มีเหตุผลที่จะเดินลึกเข้าไปในสถานที่ที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะเมื่อมีคนที่แข็งแกร่งกว่าเขาหลายเท่ากำลังหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
แต่ในความมืดหลังประตู เขาได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กคนหนึ่ง
เสียงนั้นแผ่วเบาและคุ้นเคยอย่างประหลาด
“ท่านพ่อ... ข้ากลัว”
หลินเยว่กำหมัดแน่น
เขาไม่รู้ว่าเสียงนั้นเป็นความทรงจำของใคร แต่เขารู้ว่าหากเดินหนีไปตอนนี้ คำถามที่ตามหลอกหลอนเขามาตั้งแต่เมื่อคืนคงไม่มีวันได้รับคำตอบ
เขาจึงหยิบตะเกียงขึ้นมา แล้วก้าวผ่านประตูหิน
ทางเดินทอดลงไปใต้ดินลึกกว่าเดิม ผนังทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยขีดเขียนและภาพสลักเก่าแก่ บางภาพเป็นนักรบถืออาวุธต่างชนิด บางภาพเป็นผู้ฝึกตนกำลังนั่งขัดสมาธิท่ามกลางเปลวไฟหรือสายน้ำ
แต่ทุกภาพมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน
ไม่ว่าผู้คนในภาพจะถืออาวุธชนิดใด พวกเขาต่างมีรอยแผลตรงกลางฝ่ามือ
หลินเยว่เดินต่อจนถึงห้องเล็กแห่งหนึ่ง กลางห้องมีแท่นหินเตี้ย ๆ และกล่องไม้ที่เปิดฝาไว้ ภายในกล่องว่างเปล่า มีเพียงเศษกระดาษที่ถูกพับเก็บอย่างระมัดระวัง
เขาคลี่กระดาษออก
ข้อความเขียนด้วยลายมือที่เขาจำได้ทันที
เป็นลายมือของชายชราผู้เลี้ยงดูเขา
หากเจ้ามาถึงที่นี่ แสดงว่าข้าห้ามเจ้าไม่ทัน
สิ่งที่อยู่ในเงาของเจ้าไม่ใช่กระบี่ทั้งเล่ม แต่เป็นเศษความทรงจำที่มันรักษาไว้
อย่าพยายามดึงมันออกมา อย่าฝึกใช้มัน และอย่าคิดว่าการได้รับเลือกหมายความว่าเจ้าเหมาะสม
ศาสตราไม่ได้มอบพลังให้ผู้ถือครองโดยเปล่าประโยชน์ ทุกครั้งที่เจ้าฝืนใช้มัน เจ้าจะสูญเสียบางสิ่งที่เป็นของเจ้า
หลินเยว่หยุดอ่าน
ด้านล่างยังมีข้อความต่อ แต่ลายมือเริ่มสั่นจนอ่านยาก
เมื่อถึงวันที่เจ้าจำได้ว่าใครเป็นคนจับกระบี่ครั้งแรก จงถามตัวเองให้แน่ใจว่าเจ้ายังเป็นคนเดิมหรือไม่
หลินเยว่พับกระดาษเก็บอย่างช้า ๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับคำเตือนอย่างชัดเจนว่า ศาสตราอาจมีราคาที่ต้องจ่าย และราคานั้นไม่ใช่เงินทอง
เขาก้มมองเงาของตัวเองที่ทอดอยู่บนพื้น แสงตะเกียงทำให้เงาสั่นไหวเล็กน้อย แต่ตรงบริเวณมือกลับมีรูปร่างคล้ายคมกระบี่ซ้อนอยู่
เขาลองขยับนิ้ว เงาของกระบี่ก็ขยับตาม
หลินเยว่รีบถอยออกมา
เขาจะไม่ทดลองใช้มัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากปลายทางเดินอีกครั้ง หลินเยว่ดับตะเกียงทันทีและหลบเข้าไปหลังแท่นหิน
คนที่เดินเข้ามาไม่ใช่ชายชุดขาว
เป็นหญิงสาวในชุดเจ้าหน้าที่สีกรมท่า ซูเหยา
นางมีรอยเลือดเปื้อนแขนเสื้อและหายใจหอบเล็กน้อย เมื่อเห็นห้องว่างเปล่า นางก็รีบตรวจดูแท่นหิน ก่อนหยุดสายตาตรงเงาของหลินเยว่ที่ทอดอยู่บนพื้น
“ออกมาเถอะ” นางกล่าว “ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ตรงนั้น”
หลินเยว่ก้าวออกจากที่ซ่อน
“ท่านตามข้ามาทำไม?”
“เพราะหอทะเบียนถูกปิด และเจ้าหน้าที่ที่ช่วยข้าค้นแฟ้มเมื่อเช้าถูกจับไปแล้ว” ซูเหยาตอบ “พวกเขากำลังค้นหาคนที่เกี่ยวข้องกับทะเบียนเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน”
“แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?”
ซูเหยามองรอยตราบนข้อมือของเขา
“เพราะตราบนตัวเจ้าปรากฏขึ้นบนแผนที่เก่าของหอทะเบียนเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน”
หลินเยว่ขมวดคิ้ว “ตรานี้คืออะไรกันแน่?”
“ข้าไม่รู้ชื่อที่แท้จริงของมัน แต่ในบันทึกเก่าเรียกมันว่าเครื่องหมายของผู้ถือครอง”
นางเดินเข้ามาใกล้แล้วหยิบกระดาษอีกแผ่นออกจากแขนเสื้อ
“ข้าเจอข้อมูลเกี่ยวกับศาสตราทั้งเจ็ด แต่ยังอ่านได้ไม่ครบ ในเอกสารระบุว่า ศาสตราแต่ละชิ้นมีขั้นการตื่นของตัวเอง ผู้ถือครองต้องสร้างความเข้าใจต่อศาสตราผ่านการฝึกฝน หากฝืนใช้พลังที่ยังไม่เข้าใจ ร่างกายและความทรงจำจะได้รับผลกระทบ”
หลินเยว่คิดถึงคำเตือนในจดหมาย
“มีบอกไหมว่าต้องฝึกอย่างไร?”
“มีเพียงประโยคเดียวที่อ่านได้ชัดเจน”
ซูเหยาคลี่กระดาษให้เขาดู
“ศาสตราขั้นแรก คือการได้ยิน แต่การได้ยินมิได้หมายถึงการเชื่อฟัง”
หลินเยว่จ้องข้อความนั้น
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเสียงจากหีบจึงพูดกับเขา เหตุใดเศษกระบี่จึงหายเข้าไปในเงา และเหตุใดชายชุดขาวจึงหวาดกลัวเมื่อศาสตราเลือกเขา
แต่สิ่งที่เขายังไม่เข้าใจคือ เหตุใดศาสตราจึงเลือกคนที่ไม่มีแม้แต่พื้นฐานการฝึกตน
“ถ้าข้าไม่ต้องการเป็นผู้ถือครองล่ะ?”
ซูเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง
“ในเอกสารไม่มีคำตอบเรื่องนั้น”
“เช่นนั้นข้าก็จะไม่ฝึกมัน”
“เจ้าคิดว่าจะปฏิเสธได้ง่ายขนาดนั้นหรือ?”
“ข้าไม่เคยขอให้มันเลือกข้า”
ซูเหยามองเขา ก่อนถอนหายใจ
“ข้าก็หวังว่าเรื่องจะง่ายเช่นนั้นเหมือนกัน”
เสียงระฆังดังมาจากเบื้องบน
ทั้งสองหันไปมองทางเดินพร้อมกัน
ครั้งนี้เสียงระฆังไม่ได้ดังจากหอเฝ้าประตูเมือง แต่ดังมาจากใต้ดินลึกลงไปอีกชั้น
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
เมื่อเสียงครั้งที่สามสิ้นสุดลง ผนังด้านหลังซูเหยาก็เกิดรอยแยกขึ้นอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นช่องว่างที่ไม่ปรากฏอยู่ในแผนผังห้องใต้ดิน
ลมเย็นพัดออกมาจากช่องนั้น พร้อมกลิ่นสนิมและกลิ่นดินที่ถูกฝังมานาน
หลินเยว่ก้าวเข้าไปใกล้เพียงเล็กน้อย แล้วเห็นสิ่งหนึ่งอยู่ในความมืด
เป็นแผ่นป้ายไม้เก่า ๆ ที่แขวนอยู่กับโซ่เหล็ก
บนป้ายมีรายชื่อผู้ถือครองศาสตราทั้งเจ็ด
หกชื่อถูกขีดฆ่า
ชื่อสุดท้ายยังไม่ถูกเขียน
ใต้รายชื่อมีข้อความสั้น ๆ
“ผู้ถือครองคนที่เจ็ด จะเป็นผู้ตัดสินว่าศาสตราทั้งหมดควรถูกปลุกหรือทำลาย”
ซูเหยาหน้าซีดลงทันที
“นี่ไม่ควรอยู่ที่นี่...”
หลินเยว่หันไปหาเธอ “ท่านรู้จักข้อความนี้หรือ?”
นางส่ายหน้า แต่ดวงตายังคงจับจ้องป้ายไม้
“ไม่ใช่ข้อความที่ข้ากลัว”
นางชี้ไปยังมุมล่างของป้าย
มีตราประทับรูปวงกลมเจ็ดเส้น และใต้ตรานั้นมีลายมือที่เขียนชื่อหนึ่งไว้ด้วยหมึกสีแดง
ซูเหยา — ผู้ถือครองคนที่เจ็ด
ทั้งห้องเงียบลง
หลินเยว่หันกลับมามองหญิงสาว
ซูเหยาถอยหลังหนึ่งก้าว ราวกับเพิ่งเห็นความตายของตัวเองถูกเขียนไว้ล่วงหน้า
“ข้าไม่เคยแตะต้องศาสตราแม้แต่ชิ้นเดียว”
ก่อนที่หลินเยว่จะตอบได้ เสียงกระซิบก็ดังขึ้นจากภายในเงาของเขา
“ผู้ถือครองคนที่เจ็ด... ถูกเลือกไปแล้ว”
แล้วรอยตราบนข้อมือของหลินเยว่ก็เริ่มแตกออกเป็นเส้นบาง ๆ
เหมือนศาสตราชิ้นแรกกำลังเตือนเขาว่า การตื่นขึ้นของมันไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการผจญภัย
แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตามล่า
เนื้อหานี้สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้พิมพ์หรือคัดลอก · DuckNovel
ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี