7 เทพศาสตรา

ตอนที่ 3 · คนที่ไม่มีชื่อในทะเบียน

ตอนที่ 3

คนที่ไม่มีชื่อในทะเบียน

ชาลี · 11 ต.ค. 69 · 12,331 ตัวอักษร

หลินเยว่ไม่กลับเข้าเมืองฉือเหอในทันที

เขานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ริมทาง พลิกเหรียญทองแดงในมือไปมา ข้อความที่ปรากฏบนผิวเหรียญยังคงเป็นประโยคเดิม แม้เขาจะลองใช้ผ้าถู ใช้ปลายมีดขูด และนำมันไปอังกับเปลวไฟจากตะเกียงพกพา ตัวอักษรก็ไม่เปลี่ยนกลับไปเป็นชื่อประตูไร้เงาอีกเลย

ศาสตราชิ้นแรกตื่นแล้ว

ถ้าข้อความนี้เป็นเรื่องจริง หมายความว่ามีศาสตราชิ้นหนึ่งตื่นขึ้นเมื่อคืน และคนที่เกี่ยวข้องกับมันอาจเป็นเขา

แต่ถ้ามันเป็นเพียงคำลวง ใครบางคนก็ลงทุนมากเกินไปเพื่อหลอกช่างซ่อมเครื่องมือที่ไม่มีเงินจ่ายหนี้

หลินเยว่เก็บเหรียญลงกระเป๋า แล้วหยิบเศษกระดาษที่จดชื่อหลินอู๋หมิงออกมา เขาเขียนชื่อนั้นไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ทว่ากระดาษที่เหลือกลับมีเพียงรอยไหม้ตรงกลาง ไม่มีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว

เขาเริ่มสงสัยว่าเรื่องประหลาดทั้งหมดอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาไปพบหีบดำ

บางทีหีบใบนั้นอาจกำลังตามหาเขามาตั้งแต่แรก

ความคิดนี้ทำให้เขาไม่สบายใจอย่างยิ่ง

หลินเยว่ลุกขึ้น ปัดฝุ่นออกจากเสื้อ แล้วเดินกลับไปยังเมืองฉือเหอ เขาตัดสินใจว่าจะไม่ไปโรงรับจำนำ ไม่กลับห้องเช่า และไม่ตามหาชายชราอีกจนกว่าจะรู้ว่าตัวเองกำลังเผชิญกับอะไร

สถานที่เดียวที่เขานึกออกคือหอทะเบียนเมือง

ที่นั่นเก็บบันทึกการเกิด การตาย และการย้ายถิ่นของผู้คนทุกคนที่อยู่ในเขตฉือเหอ หากมีชื่อหลินอู๋หมิงอยู่ในทะเบียนเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน เขาอาจค้นพบเบาะแสได้

และหากไม่มีชื่อดังกล่าว เขาก็จะได้ตัดความเป็นไปได้หนึ่งทิ้งไป

อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่เขาคิด

เมื่อเดินผ่านประตูเมือง เขาพบว่าบรรยากาศไม่เหมือนวันก่อน ทหารยามตั้งจุดตรวจเพิ่มสองแห่ง พ่อค้ารถม้าต้องแสดงเอกสารก่อนเข้าเมือง และมีประกาศจับชายคนหนึ่งติดอยู่บนกำแพงข้างประตู

ภาพวาดนั้นไม่เหมือนหลินเยว่ทั้งหมด แต่เสื้อผ้าและรูปร่างกลับคล้ายเขาอย่างน่าประหลาด

ข้อความใต้ภาพระบุว่า

ผู้ต้องสงสัยลักลอบนำวัตถุโบราณออกจากคลังหลวง หากพบเห็นให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ห้ามให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือ

ไม่มีชื่อผู้ต้องสงสัย ไม่มีรายละเอียดของวัตถุที่ถูกขโมย และไม่มีตราประทับของหน่วยงานราชการที่หลินเยว่รู้จัก

เขาเดินผ่านประกาศไปโดยไม่หยุดมองนานเกินไป แต่ในใจเริ่มมั่นใจแล้วว่าชายชุดขาวไม่ได้มีอำนาจเพียงลำพัง

คนที่ต้องการจับเขาอาจควบคุมทหารในเมืองได้ด้วย

หอทะเบียนตั้งอยู่หลังศาลากลาง เป็นอาคารสองชั้นที่มีประตูเหล็กและหน้าต่างแคบ ๆ ผู้คนมักมาที่นี่เมื่อจำเป็นต้องใช้เอกสารยืนยันตัวตน แต่แทบไม่มีใครเข้ามาค้นประวัติของคนอื่น เพราะการเปิดบันทึกเก่าต้องมีหนังสืออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง

หลินเยว่ไม่ได้มีหนังสืออนุญาต

สิ่งที่เขามีคือเงินสามตำลึงที่เหลือจากค่าจ้างขนหีบ และความสามารถในการเปิดกลไกล็อกที่คนทั่วไปไม่เคยสนใจ

เขาเดินเข้าไปทางประตูหน้าอย่างเปิดเผย แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าต้องการตรวจสอบประวัติการย้ายถิ่นของตนเอง และยื่นเหรียญให้เป็นค่าธรรมเนียมตามปกติ

เจ้าหน้าที่ชายวัยกลางคนรับเหรียญไปนับ ก่อนเปิดสมุดทะเบียนปัจจุบัน

“ชื่อ?”

“หลินเยว่”

“อายุ?”

“ยี่สิบปี”

“ครอบครัว?”

“ไม่มี”

เจ้าหน้าที่ใช้พู่กันค้นรายชื่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยุดตรงหน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง

“เจ้ามีทะเบียนอยู่จริง แต่ข้อมูลมีเพียงวันที่ลงทะเบียนกับสถานที่พักอาศัย ไม่มีชื่อบิดามารดา ไม่มีถิ่นกำเนิด และไม่มีบันทึกการย้ายเข้าจากเมืองอื่น”

“แล้วใครเป็นคนลงทะเบียนให้ข้า?”

“ไม่ระบุ”

หลินเยว่ขมวดคิ้ว “ข้อมูลขาดหายเช่นนี้ได้อย่างไร?”

เจ้าหน้าที่พลิกหน้ากระดาษ “เมื่อสิบสามปีก่อนมีการเปลี่ยนระบบทะเบียน เอกสารบางส่วนถูกทำลายจากเหตุไฟไหม้ หากเจ้าต้องการค้นข้อมูลก่อนหน้านั้น ต้องมีคำสั่งจากหัวหน้าหอ”

“ข้าขอพบหัวหน้าหอได้หรือไม่?”

“วันนี้ไม่ได้”

“เพราะเหตุใด?”

เจ้าหน้าที่ปิดสมุดทันที “คำสั่งจากเบื้องบน ห้ามเปิดทะเบียนเก่าจนกว่าจะมีประกาศใหม่”

หลินเยว่รู้ว่าคำตอบนี้ไม่ปกติ เขาเคยซ่อมตาชั่งให้คนในหอทะเบียนอยู่หลายครั้ง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จำหน้าเขาได้ และไม่เคยมีการห้ามค้นข้อมูลเก่าทั้งหมดโดยไม่มีเหตุผลมาก่อน

เขาวางเหรียญอีกหนึ่งเหรียญลงบนโต๊ะ

“ข้าไม่ต้องการสร้างปัญหา แค่อยากรู้ว่าตัวเองมาจากไหน”

เจ้าหน้าที่มองเหรียญ ก่อนเลื่อนมันกลับมาให้

“เก็บเงินไว้เถอะ หากเจ้าอยากรู้จริง ๆ จงกลับบ้านไปเสีย แล้วอย่าถามเรื่องนี้อีก”

น้ำเสียงของเขาไม่ได้แสดงความรำคาญ แต่เป็นความหวาดกลัว

หลินเยว่กำลังจะถามต่อ เมื่อเสียงฝีเท้าดังมาจากบันไดชั้นบน หญิงสาวในชุดเจ้าหน้าที่สีกรมท่าเดินลงมา นางถือแฟ้มเอกสารไว้ในมือและหยุดมองหลินเยว่ทันทีที่เห็นใบหน้าเขา

“คนนี้หรือ?” นางถามเจ้าหน้าที่ชาย

ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างลังเล

หญิงสาวปิดแฟ้ม แล้วเดินเข้ามาหาหลินเยว่

“ตามข้ามา”

“ท่านเป็นใคร?”

“ซูเหยา ผู้ช่วยหัวหน้าหอทะเบียน”

“ข้าต้องการตรวจประวัติของตัวเอง ไม่ได้ต้องการพบเจ้าหน้าที่สอบสวน”

“ถ้าเจ้าต้องการตรวจประวัติจริง ๆ เจ้าก็ควรตามข้ามา” นางตอบ “เพราะชื่อของเจ้าไม่ได้อยู่ในทะเบียนที่เจ้าหน้าที่คนนี้ค้น”

หลินเยว่จ้องหน้านาง

“เมื่อครู่เขาบอกว่ามีชื่อข้า”

“มีชื่อหลินเยว่ในทะเบียนปัจจุบัน แต่ไม่มีหลักฐานว่าเด็กที่ลงทะเบียนในชื่อนั้นเป็นคนเดียวกับเจ้า”

นางหันหลังเดินขึ้นบันไดโดยไม่รอคำตอบ

หลินเยว่ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจตามไป อย่างน้อยเขาก็จะได้รู้ว่าหญิงสาวคนนี้ต้องการอะไร

ห้องทำงานชั้นบนเต็มไปด้วยตู้เอกสาร บนโต๊ะมีแผนที่เมืองฉือเหอที่ถูกขีดเส้นสีแดงหลายจุด ซูเหยาปิดประตูแล้ววางแฟ้มลงตรงหน้าเขา

“ก่อนอื่น ข้าต้องถามว่าเมื่อคืนเจ้าไปที่คลังหลวงหรือไม่?”

หลินเยว่ไม่ตอบทันที

“ถ้าข้าปฏิเสธล่ะ?”

“ข้าก็จะให้ทหารจับเจ้าในข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ”

“ถ้าข้ายอมรับ?”

“ข้าจะถามต่อว่าเจ้าเห็นอะไร”

หลินเยว่หัวเราะอย่างเหนื่อยใจ “ดูเหมือนข้าไม่มีทางเลือก”

“คนเรามีทางเลือกเสมอ เพียงแต่บางครั้งตัวเลือกทั้งหมดก็เลวร้ายพอกัน”

ซูเหยานั่งลง เปิดแฟ้มเอกสาร และเลื่อนกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้

บนกระดาษเป็นสำเนาทะเบียนจากเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตัวอักษรบางส่วนซีดจาง แต่ยังอ่านได้ชัดเจน

หลินอู๋หมิง — อายุสามขวบ — สถานะ: ไม่พบตัว

ข้างชื่อมีหมายเหตุว่า เด็กชายถูกส่งเข้าคลังหลวงตามคำสั่งของผู้บัญชาการกองรักษาประตู แต่ไม่พบหลักฐานการส่งมอบตัว และไม่มีบันทึกว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบหลังจากนั้น

หลินเยว่รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกดทับอยู่กลางอก

“เด็กคนนี้เป็นใคร?”

“นั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังพยายามค้นหา” ซูเหยาตอบ “ทะเบียนระบุว่าเขาเป็นบุตรของตระกูลหลิน ซึ่งสูญหายไปในเหตุการณ์กวาดล้างเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน แต่เอกสารของตระกูลถูกลบออกจากคลังประวัติทั้งหมด”

“แล้วเหตุใดท่านจึงคิดว่าเกี่ยวข้องกับข้า?”

ซูเหยาหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นมา เป็นบันทึกการลงทะเบียนของหลินเยว่เมื่อสิบสามปีก่อน

“เพราะลายมือของผู้ลงทะเบียนทั้งสองฉบับเป็นคนเดียวกัน”

หลินเยว่ก้มดูเอกสาร เขาไม่รู้เรื่องการตรวจสอบลายมือมากนัก แต่ตราประทับที่มุมกระดาษกลับเหมือนกันทุกประการ

เป็นวงกลมที่มีเส้นเจ็ดเส้น

“ใครเป็นคนลงทะเบียนให้ข้า?”

“ไม่มีชื่อในเอกสาร แต่มีคนหนึ่งที่อาจรู้คำตอบ”

“ใคร?”

“อดีตหัวหน้าหอทะเบียน เขาเกษียณไปเมื่อสิบปีก่อน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านหินขาวนอกเมือง”

หลินเยว่กำลังจะถามต่อ เสียงกระแทกประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก

“เปิดประตู! ตามคำสั่งผู้บัญชาการ ให้ค้นห้องทำงานทั้งหมด!”

ซูเหยาสบถเบา ๆ นางรีบเก็บเอกสารใส่แฟ้ม ก่อนดึงลิ้นชักใต้โต๊ะออกแล้วหยิบแผ่นโลหะบาง ๆ ส่งให้หลินเยว่

“เก็บสิ่งนี้ไว้”

“มันคืออะไร?”

“บัตรผ่านประตูหลังของหอทะเบียน เจ้าจะออกไปทางห้องเก็บเอกสารเก่า แล้วเดินตามทางใต้กำแพงไปจนถึงคลองแห้ง”

“แล้วท่านล่ะ?”

“ข้าจะจัดการเอง”

หลินเยว่ไม่ขยับ

เขาไม่รู้จักหญิงสาวคนนี้มากพอจะเชื่อใจ แต่หากนางต้องการจับเขาจริง ๆ นางคงไม่เปิดแฟ้มลับให้ดูตั้งแต่แรก

“เหตุใดท่านจึงช่วยข้า?”

ซูเหยามองเขาตรง ๆ

“เพราะเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน พี่ชายของข้าก็หายไปจากทะเบียนด้วยชื่อเดียวกัน”

หลินเยว่ยังไม่ทันได้ถามว่าเป็นชื่อใด ประตูก็ถูกกระแทกอีกครั้งจนบานพับสั่น

“ไป!” นางสั่ง

หลินเยว่คว้าบัตรผ่านแล้ววิ่งไปทางห้องเก็บเอกสาร เขาได้ยินเสียงทหารบุกเข้ามาในห้องทำงาน เสียงซูเหยาตะโกนถามหาหมายค้น และเสียงหัวหน้าหน่วยตอบกลับด้วยถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

เขาไม่หันกลับไป

ทางเดินด้านหลังแคบและเต็มไปด้วยฝุ่น กล่องเอกสารกองสูงจนแทบปิดทางเดิน หลินเยว่ใช้เวลาหลายนาทีค้นหาประตูที่ซ่อนอยู่หลังชั้นไม้ เมื่อพบแล้ว เขาก็ใช้บัตรผ่านแตะกับแผ่นเหล็กที่ติดอยู่ข้างกรอบประตู

กลไกด้านในส่งเสียงคลิก

ประตูเปิดออกสู่ทางเดินใต้ดินที่มืดสนิท

หลินเยว่จุดตะเกียงแล้วก้าวลงไป กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาจากพื้น เขาเดินตามทางแคบ ๆ จนได้ยินเสียงน้ำหยด จากนั้นจึงพบทางออกที่ทอดไปยังคลองแห้งนอกกำแพงเมือง

ก่อนออกจากทางเดิน เขาหันกลับไปมองด้านในเป็นครั้งสุดท้าย

บนผนังข้างประตูมีข้อความเก่าถูกสลักไว้

“ผู้ไร้นามจะไม่ถูกบันทึก จนกว่าศาสตราจะยอมรับ”

หลินเยว่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบออกไปจากที่นั่น

เขาไม่รู้ว่าข้อความนี้หมายถึงอะไร แต่ตอนนี้มีสิ่งหนึ่งชัดเจนแล้ว

ทะเบียนของเขาไม่ได้สูญหายเพราะความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่

ใครบางคนจงใจทำให้เขาไม่มีอดีต

หมู่บ้านหินขาวอยู่ห่างจากเมืองฉือเหอไปทางตะวันตกประมาณครึ่งวันเดินทาง หลินเยว่ต้องเดินเลียบคลองแห้ง ผ่านสวนผลไม้ร้างและเนินดินที่เคยเป็นค่ายทหารเก่า จึงมาถึงหมู่บ้านในช่วงบ่าย

บ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างจากหินสีเทา หลังคามุงกระเบื้องเก่า ถนนสายหลักเงียบผิดปกติ มีเพียงเด็กสองคนกำลังเล่นลูกข่างอยู่หน้าร้านขายยา

หลินเยว่ถามทางไปบ้านอดีตหัวหน้าหอทะเบียน ชาวบ้านคนหนึ่งชี้ไปยังบ้านไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน

แต่เมื่อเขาไปถึง ประตูกลับเปิดค้างอยู่

ภายในบ้านมีโต๊ะล้มอยู่หนึ่งตัว ถ้วยชาตกแตก และรอยลากบนพื้นทอดไปจนถึงประตูหลัง

หลินเยว่เดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง

“มีใครอยู่ไหม?”

ไม่มีเสียงตอบ

เขาตรวจดูห้องด้านใน พบเอกสารกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น บางแผ่นถูกฉีก บางแผ่นถูกเผาจนเหลือเพียงขอบดำ บนโต๊ะมีปฏิทินเปิดค้างไว้ตรงวันที่สิบเจ็ดปีก่อนวันเดียวกับที่เด็กชื่อหลินอู๋หมิงถูกระบุว่าสูญหาย

ข้างปฏิทินมีข้อความเขียนด้วยหมึกสีแดง

“ถ้าเด็กคนนั้นกลับมา อย่าให้เขาเข้าใกล้ประตูชั้นล่าง”

หลินเยว่กำลังจะหยิบกระดาษขึ้นมา เสียงฝีเท้าก็ดังจากด้านหลัง

เขาหันกลับไป พบชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตู มือข้างหนึ่งถือไม้เท้า อีกข้างกำมีดสั้นไว้แน่น

“เจ้าเป็นใคร?”

“ข้าชื่อหลินเยว่ มาจากหอทะเบียนเมืองฉือเหอ”

ชายชราจ้องหน้าเขาอยู่นาน ก่อนมีดในมือจะตกลงกระทบพื้น

“ไม่... เป็นไปไม่ได้”

“ท่านรู้จักข้าหรือ?”

ชายชราไม่ตอบ เขาก้าวเข้ามาใกล้ ยกมือที่สั่นเทาขึ้นแตะแก้มของหลินเยว่ ราวกับกำลังตรวจสอบว่าเขาเป็นคนจริงหรือเป็นเพียงภาพลวงตา

“ใบหน้าเหมือนกัน... แม้แต่ดวงตาก็เหมือนกัน”

“เหมือนใคร?”

ชายชราถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก่อนคุกเข่าลงอย่างไม่คาดคิด

“ข้าขออภัยที่ปล่อยให้เจ้าต้องกลับมาเพียงลำพัง”

หลินเยว่รีบเข้าไปพยุง แต่ชายชรากลับยกมือห้าม

“อย่าแตะข้า หากผู้เฝ้าประตูรู้ว่าเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว พวกเขาจะตามเจ้ามาในไม่ช้า”

“ผู้เฝ้าประตูคือใคร? แล้วหลินอู๋หมิงเป็นใครกันแน่?”

ชายชราหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“หลินอู๋หมิงไม่ใช่ชื่อของคนตาย”

เขาลืมตาขึ้น

“แต่เป็นชื่อของเด็กที่ถูกสั่งให้ตายไปแล้ว”

หลินเยว่รู้สึกเย็นวาบตั้งแต่ท้ายทอยลงไปถึงปลายนิ้ว

“ท่านกำลังบอกว่าข้าคือเด็กคนนั้น?”

ชายชราไม่ตอบทันที เขาหันไปมองหน้าต่าง เหมือนกำลังฟังเสียงบางอย่างที่หลินเยว่ไม่ได้ยิน

แล้วเสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ก็ดังขึ้นจากถนนหน้าบ้าน

หนึ่งครั้ง

สองครั้ง

ชายชราหน้าซีดลงทันที

“พวกเขามาแล้ว”

เขาคว้าแขนหลินเยว่ พาไปยังตู้ไม้หลังบ้าน แล้วดึงพรมเก่าออก เผยให้เห็นช่องเปิดที่ซ่อนอยู่ใต้พื้น

“ลงไป แล้วอย่าขึ้นมาจนกว่าจะได้ยินเสียงนกสามครั้ง”

หลินเยว่ยังไม่ยอมขยับ

“ข้ายังไม่ได้คำตอบ!”

“ถ้าเจ้าต้องการคำตอบ ก็จงมีชีวิตอยู่เพื่อถามมันด้วยตัวเอง!”

เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาจนได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่ตามมา

ชายชราผลักหลินเยว่ลงไปในช่องใต้พื้น แล้วปิดฝาทับทันที

ความมืดกลืนทุกสิ่ง

หลินเยว่คลำหาทางเดิน พบว่ามันเป็นบันไดหินทอดลงไปใต้ดิน กลิ่นอับชื้นทำให้เขาต้องปิดจมูก แต่สิ่งที่ทำให้เขาหยุดเดินคือเสียงพูดจากด้านบน

“เรามาตามตัวเด็กที่หายไปเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ส่งเขามา แล้วเจ้าจะได้ตายอย่างสงบ”

เสียงของชายชราตอบกลับอย่างเยือกเย็น

“พวกเจ้ามาผิดบ้านแล้ว”

จากนั้นก็มีเสียงของโลหะกระทบกัน

หลินเยว่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านบน เขาอยากย้อนกลับไปช่วยชายชรา แต่บันไดหินกลับยาวลงไปเรื่อย ๆ จนแสงจากช่องทางเข้าหายไปหมด

เขาเดินต่อจนถึงห้องใต้ดินขนาดใหญ่

กลางห้องมีแท่นหินเจ็ดแท่นเรียงเป็นวงกลม หกแท่นว่างเปล่า ส่วนแท่นที่เจ็ดมีเพียงรอยเว้ารูปกระบี่

เหนือแท่นหินมีตัวอักษรสลักไว้บนผนัง

“ผู้ถือครองศาสตราทั้งเจ็ด มิได้เกิดมาเพื่อครอบครองพลัง แต่เพื่อปิดสิ่งที่ไม่ควรถูกปลุกขึ้น”

หลินเยว่ยกตะเกียงขึ้นส่อง

ใต้ข้อความนั้นมีรายชื่อเจ็ดชื่อ

หกชื่อถูกขีดฆ่าจนอ่านไม่ออก

ชื่อสุดท้ายยังคงชัดเจน

หลินอู๋หมิง

ทันใดนั้น แท่นหินที่เจ็ดก็สั่นสะเทือนเบา ๆ เสียงโลหะดังมาจากภายในผนัง ราวกับมีกระบี่เล่มหนึ่งกำลังตอบรับการมาถึงของเขา

หลินเยว่ก้าวถอยหลัง

เขาไม่เคยฝึกวิชาต่อสู้ ไม่เคยสัมผัสอาวุธโบราณ และไม่เคยคิดว่าตนเองมีสิ่งใดพิเศษกว่าคนอื่น

แต่ในห้องใต้ดินที่ไม่มีใครรู้จัก เขากลับพบชื่อของตนเองอยู่บนแท่นที่ถูกเตรียมไว้ราวกับรอคอยมานาน

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหลังผนัง

“ผู้ถือครองคนแรกกลับมาแล้ว”

พื้นหินใต้เท้าของเขาเกิดรอยร้าว แสงสีดำเส้นบาง ๆ ไหลออกจากรอยแยก แล้วรวมตัวเป็นรูปร่างคล้ายคมกระบี่

หลินเยว่ยังไม่ทันได้ขยับ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากบันไดด้านหลัง

เขาหันกลับไป เห็นชายชุดขาวยืนอยู่ตรงทางเข้า

ในมือของชายคนนั้นมีหีบสีดำใบเดิม

“ข้าบอกแล้วว่าเจ้าหนีไม่พ้น” ชายชุดขาวกล่าว

เขาวางหีบลงบนพื้น แล้วมองไปยังแท่นหินที่เจ็ด

“ตอนนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องเลือกแล้ว หลินอู๋หมิง”

หลินเยว่กำหมัดแน่น

“ข้าไม่ใช่คนที่เจ้าตามหา”

ชายชุดขาวยิ้ม ก่อนเปิดฝาหีบออก

ภายในไม่มีสมบัติ ไม่มีอัญมณี และไม่มีอาวุธที่มีรูปร่างสมบูรณ์

มีเพียงเศษกระบี่สีดำหักครึ่งเล่ม วางอยู่บนผ้าสีแดงที่ซีดจางตามกาลเวลา

“เช่นนั้นก็พิสูจน์ให้ข้าดูสิ”

เศษกระบี่สั่นสะเทือน

แสงสีดำจากแท่นหินพุ่งเข้าหาหีบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าหลินเยว่

ชายชุดขาวถอยหลังเป็นครั้งแรก

สีหน้าที่เคยสงบนิ่งเปลี่ยนเป็นหวาดหวั่น

“เป็นไปไม่ได้... ศาสตราเลือกเขาจริง ๆ”

หลินเยว่ยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เศษกระบี่ในหีบสั่นแรงขึ้น ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเขา

และก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะสัมผัสมัน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความมืด

“อย่าจับมัน หากเจ้ายังจำไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งเจ้าเคยใช้มันทำอะไร”

หลินเยว่ชะงัก

เสียงนั้นเป็นเสียงของชายชราผู้เลี้ยงดูเขามาตลอดชีวิต

แต่สิ่งที่ทำให้เขาหวาดกลัวที่สุด ไม่ใช่เสียงที่ได้ยิน

หากเป็นความทรงจำที่เพิ่งผุดขึ้นมาในหัว

เด็กชายในชุดขาวยืนอยู่ท่ามกลางซากบ้านที่กำลังลุกไหม้ มือเล็ก ๆ กำกระบี่สีดำที่ยังมีเลือดเปื้อนอยู่

และเด็กคนนั้นกำลังเรียกชื่อใครบางคน

“ท่านพ่อ...”

หลินเยว่สะดุ้งกลับสู่ปัจจุบัน

เศษกระบี่หยุดสั่น

ชายชุดขาวจ้องเขาเขม็ง ก่อนเอ่ยประโยคที่ทำให้ห้องใต้ดินทั้งห้องเงียบงัน

“เจ้าฆ่าผู้ถือครองคนแรกไปแล้วครั้งหนึ่ง”

แสงบนแท่นหินดับลงทันที

แล้วประตูหินด้านหลังทั้งเจ็ดแท่นก็เริ่มเปิดออกอย่างช้า ๆ

ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)