ตอนที่ 2
เสียงจากหีบดำ
ชาลี · 11 ต.ค. 69 · 10,918 ตัวอักษร
เสียงเคาะดังขึ้นเป็นครั้งที่สี่ ก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับเสียงระฆังจากหอเฝ้าประตู
หลินเยว่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง มือข้างหนึ่งกำแผ่นทองแดงไว้แน่น เขามองไปทางทิศใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของประตูเมือง แต่จากระยะนี้มองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากหลังคาและแสงตะเกียงที่กระจัดกระจายอยู่ตามถนน
หีบใบนั้นอยู่กับชายชุดขาว
ชายชุดขาวคนนั้นต้องการรู้ว่าเสียงในหีบพูดอะไร
ส่วนชายชราที่ควรตายไปแล้วกลับมาบอกให้เขาอย่าเชื่อชื่อของตนเอง
ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน แต่หลินเยว่ยังจับต้นชนปลายไม่ได้แม้แต่น้อย
เขาปิดหน้าต่าง ลงกลอนประตู แล้วกลับมานั่งหน้าโต๊ะ แผ่นทองแดงเย็นลงแล้ว ตัวอักษรที่เพิ่งปรากฏเมื่อครู่ยังคงอยู่ ทว่าไม่ว่าจะใช้ตะเกียงส่องอย่างไร เขาก็ไม่พบร่องรอยว่ามันถูกสลักขึ้นมาใหม่
ชื่อหลินอู๋หมิงทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
ไม่ใช่ความคุ้นเคยแบบเคยพบใครสักคน แต่เป็นความรู้สึกเหมือนกำลังพยายามนึกถึงคำที่เคยพูดได้คล่องปาก แล้ววันหนึ่งกลับลืมมันไปโดยไม่มีเหตุผล
หลินเยว่หยิบกระดาษกับพู่กันขึ้นมา คัดชื่อนั้นลงบนกระดาษสามครั้ง จากนั้นขีดฆ่าชื่อของตนเองที่เขียนกำกับไว้ข้าง ๆ
เขาไม่ได้เชื่อว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้ค้นพบความจริง แต่ในฐานะช่างซ่อมเครื่องมือ เขาเคยเรียนรู้ว่าหากต้องการเข้าใจกลไกที่ซับซ้อน สิ่งแรกที่ควรทำคือแยกสิ่งที่รู้แน่ชัดออกจากสิ่งที่คาดเดา
สิ่งที่เขารู้แน่คือ มีคนจ้างให้เขาขนหีบ มีคนพยายามบังคับให้เขาพูดถึงสิ่งที่ได้ยิน และชายชราที่เลี้ยงดูเขายังมีชีวิตอยู่
ส่วนเรื่องชื่อและศาสตรา เป็นเพียงข้อสงสัยที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ
หลินเยว่กำลังจะเก็บกระดาษ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหยุดอยู่หน้าห้อง
เขาดับตะเกียงทันที
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง
“หลินเยว่ อยู่หรือไม่?”
เป็นเสียงของผู้ดูแลเฉินจากโรงรับจำนำ
หลินเยว่หลับตาครู่หนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่าชายผู้นี้ตามมาถึงบ้านได้อย่างไร หรืออาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่ผู้ดูแลเฉินมาตามทวงหนี้ในคืนเดียวกับที่เขาเข้าไปพัวพันกับหีบปริศนา
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ข้างใน” ผู้ดูแลเฉินกล่าว “เปิดประตูเสีย ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”
หลินเยว่เปิดประตูเพียงช่องเล็ก ๆ
ผู้ดูแลเฉินยืนอยู่กับชายอีกสองคน หนึ่งในนั้นถือโคมไฟ ส่วนอีกคนถือบัญชีเล่มหนา
“เงินพร้อมแล้วหรือ?” หลินเยว่ถาม
“ข้าเปลี่ยนใจ เรื่องหนี้ของเจ้ารอพรุ่งนี้ได้”
หลินเยว่เลิกคิ้ว “ท่านเป็นคนบอกเองว่าเที่ยงคืนคือกำหนดชำระ”
“ข้าก็บอกแล้วว่าเปลี่ยนใจ” ผู้ดูแลเฉินกวาดตามองเข้าไปในห้อง “ข้าได้ยินมาว่าเจ้ารับงานขนของจากคลังหลวง งานนั้นเกี่ยวข้องกับคนที่ข้ากำลังตามหา”
หลินเยว่ไม่ตอบทันที
“ใคร?”
“ชายหนุ่มสวมชุดขาว”
เพียงได้ยินคำนี้ หลินเยว่ก็รู้สึกว่าความบังเอิญที่เขาคิดไว้ไม่น่าจะใช่เรื่องจริงอีกต่อไป
“ข้าไม่รู้จักเขา”
“แต่เจ้าเห็นเขาแล้ว”
ผู้ดูแลเฉินลดเสียงลง “ฟังให้ดี เดิมทีคลังหลวงทางเหนือเป็นสถานที่เก็บอาวุธของราชสำนัก ก่อนจะถูกปิดเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ดูแลคลังและทหารรักษาการณ์ทั้งหมดก็หายตัวไป ไม่มีใครพบศพ และไม่มีใครกล้าเข้าไปตรวจสอบอีก”
หลินเยว่คิดถึงคำพูดของชายชราขายถั่วต้ม
ศพจากเรือนจำใต้ดินหายไปสิบเก้าศพ
“แล้วเกี่ยวอะไรกับชายชุดขาว?”
“เขามาตามหาบางสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ในคลัง และคนที่เห็นใบหน้าของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มักหายตัวไปภายในสามวัน”
หลินเยว่เกือบหลุดหัวเราะ
“ถ้าท่านเชื่อเรื่องนี้จริง เหตุใดจึงมาตามหาข้าที่บ้าน?”
“เพราะข้าไม่ได้เชื่อข่าวลือทุกเรื่อง” ผู้ดูแลเฉินกล่าว “แต่ข้าเชื่อสิ่งที่เห็นด้วยตาตัวเอง”
เขาหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง ชายถือบัญชีเปิดหน้าหนึ่งให้หลินเยว่ดู
ในนั้นมีรายชื่อบุคคลหลายสิบคน บางชื่อถูกขีดฆ่า บางชื่อมีวันที่กำกับไว้ และเกือบทั้งหมดมีหมายเหตุสั้น ๆ ว่า ไม่พบตัว
ชื่อสุดท้ายทำให้หลินเยว่รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
หลินอู๋หมิง
ข้างชื่อนั้นมีวันที่เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน และมีตราวงกลมเจ็ดเส้นประทับอยู่ตรงมุมกระดาษ
“ท่านได้บัญชีนี้มาจากไหน?” หลินเยว่ถาม
ผู้ดูแลเฉินปิดบัญชีทันที
“ข้าไม่จำเป็นต้องบอกเจ้า”
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่มีเหตุผลต้องบอกท่านว่าข้าเห็นอะไรในคลัง”
ทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผู้ดูแลเฉินจะถอนหายใจ
“เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังปกป้องความลับหรือ? เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความลับนั้นคืออะไร”
“อย่างน้อยข้าก็รู้ว่าท่านไม่ได้มาที่นี่เพราะห่วงความปลอดภัยของข้า”
ผู้ดูแลเฉินยิ้มเย็น
“พรุ่งนี้เช้า มาที่โรงรับจำนำ ข้าจะคืนป้ายหยกให้เจ้าโดยไม่คิดเงินสักอีแปะ แต่เจ้าต้องตอบคำถามข้าสามข้อ”
“คำถามอะไร?”
“หนึ่ง หีบใบนั้นพูดว่าอะไร สอง เจ้าพบสิ่งใดใต้แท่นหิน และสาม—”
เขาหยุดพูด ดวงตาเลื่อนไปยังแผ่นทองแดงที่หลินเยว่พยายามซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ
“เจ้ารู้จักชื่อนั้นตั้งแต่เมื่อไร?”
หลินเยว่ปิดประตูทันที
เสียงหัวเราะของผู้ดูแลเฉินดังลอดเข้ามาจากด้านนอก
“พรุ่งนี้เช้า อย่าลืมล่ะ!”
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป จนเหลือเพียงความเงียบ
หลินเยว่ยืนพิงประตูอยู่นาน เขาเพิ่งตระหนักว่าตนเองไม่ได้เป็นเพียงคนที่บังเอิญพบความลับ แต่กำลังถูกคนหลายกลุ่มจับตามองด้วยเหตุผลที่ยังไม่เข้าใจ
และทุกคนดูเหมือนจะรู้จักชื่อหลินอู๋หมิง ยกเว้นตัวเขาเอง
เขากลับไปที่โต๊ะ ห่อแผ่นทองแดงด้วยผ้าแล้วซ่อนไว้ใต้พื้นไม้ ก่อนเก็บกระดาษที่เขียนชื่อลงในเตาไฟ
แต่ขณะที่เปลวไฟกำลังกินกระดาษ หลินเยว่กลับสังเกตเห็นสิ่งหนึ่ง
ตัวอักษรบนกระดาษไม่ได้ไหม้ไปพร้อมกับกระดาษ
ชื่อหลินอู๋หมิงยังคงอยู่บนเถ้าถ่านอย่างชัดเจน ราวกับถูกเขียนด้วยหมึกที่ไม่มีวันจาง
หลินเยว่ใช้ปลายมีดเขี่ยเถ้าออกมา แล้วพบว่ามีเพียงชื่อเดียวที่ยังเหลืออยู่
ชื่อของเขาเองหายไปหมดแล้ว
เช้าวันถัดมา หลินเยว่ไม่ได้ไปโรงรับจำนำตามที่ผู้ดูแลเฉินนัดไว้
เขาไปหาชายชราขายถั่วต้มแทน
ตลาดตะวันตกกลับมาคึกคักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืน ผู้คนต่อรองราคาผักผลไม้ เด็กส่งของวิ่งหลบรถม้า และพ่อค้าแผงข้างทางกำลังทะเลาะกันเรื่องที่ตั้งร้าน
ชายชรายังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่วันนี้เขาไม่ได้ขายถั่วต้ม บนโต๊ะมีเพียงกาน้ำชาเก่า ๆ กับถ้วยสองใบ
“เจ้าคงมีคำถามมากมาย” ชายชรากล่าว โดยไม่เงยหน้ามอง
หลินเยว่นั่งลงตรงข้าม “ท่านรู้ว่าข้าจะมา?”
“ถ้าข้าไม่รู้ ข้าจะเตรียมชาไว้สองถ้วยทำไม?”
“ท่านรู้เรื่องหีบด้วยหรือ?”
ชายชรารินชาให้เขา “ข้ารู้เพียงว่ามันไม่ควรถูกนำออกจากคลัง”
“แล้วเหตุใดท่านจึงส่งข้าไป?”
มือที่กำลังรินชาหยุดชะงัก
“เพราะคนที่ควรไปถึงที่นั่น ไม่ใช่ข้า”
“หมายความว่าอย่างไร?”
ชายชราเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยดูขี้เล่นกลับจริงจังจนหลินเยว่ไม่คุ้นเคย
“หลินเยว่ เจ้าเคยสงสัยหรือไม่ว่าเหตุใดเจ้าจึงไม่มีความทรงจำก่อนอายุเจ็ดขวบ?”
หลินเยว่ไม่ตอบ
เขาเคยถามเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก ชายชราบอกเพียงว่าเขาถูกพบอยู่ริมแม่น้ำในคืนที่เกิดน้ำหลาก ไม่มีหลักฐานว่ามาจากครอบครัวใด และไม่มีใครในหมู่บ้านรู้จักเขา
ตอนนั้นหลินเยว่ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าการไม่มีอดีตหมายถึงอะไร เมื่อโตขึ้น เขาก็เลิกถาม เพราะเชื่อว่าคนเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
แต่ตอนนี้ คำถามที่เขาเคยเลิกสนใจกลับย้อนคืนมา
“ท่านรู้ว่าข้าเป็นใครใช่ไหม?”
ชายชรามองเขาอยู่นาน ก่อนตอบว่า “ข้ารู้ว่าคนที่พาเจ้ามาหาข้า ฝากเจ้าไว้พร้อมคำสั่งเพียงข้อเดียว”
“คำสั่งอะไร?”
“ห้ามให้เจ้าแตะต้องกระบี่เล่มนั้น จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม”
หลินเยว่ขมวดคิ้ว “กระบี่เล่มไหน?”
“กระบี่ที่ไม่มีใครควรครอบครอง”
“ถ้าไม่มีใครควรครอบครอง แล้วเหตุใดจึงมีคนซ่อนมันไว้?”
ชายชราหัวเราะเบา ๆ แต่แววตาไม่มีความขบขัน
“เพราะการทำลายมันอาจยิ่งเลวร้ายกว่าการปล่อยให้มันอยู่ต่อไป”
หลินเยว่กำลังจะถามต่อ ชายชราก็ยกมือห้าม
“ข้ายังบอกเจ้าไม่ได้มากกว่านี้ สิ่งที่เจ้าต้องทำตอนนี้คือหาคนที่ส่งหีบใบนั้นมาให้เจ้า และตามให้รู้ว่าเหตุใดมันจึงถูกนำออกจากคลังหลวง”
“ข้าจะหาได้อย่างไร?”
ชายชราหยิบเศษกระดาษออกมาวางบนโต๊ะ บนกระดาษเป็นภาพตราวงกลมเจ็ดเส้น
“เริ่มจากคนที่ใช้ตรานี้ คนเหล่านั้นไม่ได้เป็นตระกูล ไม่ได้เป็นสำนัก และไม่ได้รับคำสั่งจากราชสำนัก พวกเขาเรียกตัวเองว่า ผู้เฝ้าประตู”
“ผู้เฝ้าประตูอะไร?”
“ข้าไม่รู้ว่าประตูนั้นอยู่ที่ไหน แต่ข้ารู้ว่าพวกเขากำลังตามหาคนเจ็ดคน”
“เจ็ดคน?”
“คนเจ็ดคนที่ถูกเลือกให้ถือครองศาสตราเจ็ดชิ้น”
หลินเยว่นิ่งไป
ตำนานศาสตราทั้งเจ็ดเป็นเรื่องที่เขาเคยได้ยินตั้งแต่เด็ก บ้างกล่าวว่ามันเป็นอาวุธจากยุคบรรพกาล บ้างกล่าวว่าผู้ถือครองแต่ละคนสามารถทำลายเมืองได้เพียงลำพัง และบางตำราก็อ้างว่าศาสตราทั้งเจ็ดไม่เคยมีอยู่จริง
ไม่มีใครยืนยันได้ว่าตำนานเหล่านั้นเป็นความจริง
“ท่านกำลังบอกว่าตำนานมีอยู่จริง?”
“ข้ากำลังบอกว่า หากเจ้าอยากมีชีวิตอยู่ อย่าเชื่อตำนานทุกเรื่องที่ได้ยิน และอย่าคิดว่าศาสตราจะมอบพลังให้ใครโดยไม่ต้องแลกสิ่งใด”
ชายชราลุกขึ้น เก็บถ้วยชา แล้ววางเหรียญทองแดงไว้บนโต๊ะ
“ถ้าเจอคนที่ถือกระบี่สีดำ อย่าเข้าใกล้เขา”
“ท่านรู้จักคนคนนั้น?”
ชายชราไม่ตอบ เขาเดินออกจากตลาดโดยไม่หันกลับมา
หลินเยว่มองตามจนอีกฝ่ายลับสายตา จากนั้นจึงหยิบเหรียญทองแดงขึ้นมาดู
ด้านหนึ่งของเหรียญเป็นรูปหอคอยเจ็ดชั้น อีกด้านเป็นตัวอักษรเล็ก ๆ เพียงสามคำ
ประตูไร้เงา
เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
แต่เมื่อใช้นิ้วลูบผ่านตัวอักษร ความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยกลับผุดขึ้นมาอีกครั้ง
คราวนี้เขาเห็นเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหิมะ เด็กคนนั้นถือกระบี่สีดำไว้ในมือ และกำลังร้องไห้โดยไม่มีเสียง
หลินเยว่สะดุ้งจนเหรียญหล่นลงพื้น
ภาพนั้นหายไปแล้ว แต่ความรู้สึกเย็นเยียบยังคงเกาะอยู่ในอก
เขาก้มลงเก็บเหรียญ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ชายชราขายถั่วต้มก็ไม่อยู่ที่เดิมแล้ว แม้แต่โต๊ะและกาน้ำชาก็หายไปด้วย
มีเพียงพื้นที่ว่างเปล่ากับรอยลากของรถเข็นที่ทอดไปยังตรอกด้านหลังตลาด
หลินเยว่รีบตามไป แต่พบว่าตรอกนั้นสิ้นสุดลงที่กำแพงสูง ไม่มีประตู ไม่มีทางออก และไม่มีร่องรอยของรถเข็น
เขายืนมองกำแพงอยู่นาน ก่อนจะยอมถอยกลับ
เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มคิดว่า ชายชราผู้เลี้ยงดูเขามาอาจไม่ใช่คนธรรมดาอย่างที่เคยเข้าใจ
ก่อนเที่ยงวัน หลินเยว่กลับไปยังคลังหลวงทางเหนือ
เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับไปเอาหีบ เพราะรู้ดีว่าชายชุดขาวคงไม่ปล่อยให้ใครเข้าใกล้มันง่าย ๆ สิ่งที่เขาต้องการคือหลักฐานเกี่ยวกับชื่อหลินอู๋หมิง และข้อมูลว่าหีบถูกเก็บไว้ที่นั่นตั้งแต่เมื่อใด
ประตูคลังถูกปิดด้วยโซ่เหล็กเส้นใหม่ แต่แม่กุญแจกลับมีรอยถูกงัด
หลินเยว่ใช้มีดเล็กเปิดกลไกอย่างระมัดระวัง ไม่ถึงครู่หนึ่ง โซ่ก็หลุดออก เขาผลักประตูเข้าไป แล้วพบว่าภายในถูกค้นจนแทบไม่เหลืออะไร
ชั้นไม้ล้มระเนระนาด แท่นหินตรงกลางแตกออกเป็นสองส่วน และรอยลากของหีบทอดยาวออกไปทางประตูหลัง
สิ่งที่ทำให้เขาหยุดมองคือรอยเลือดบนพื้น
มันเริ่มจากแท่นหิน ลากผ่านกลางห้อง และสิ้นสุดลงตรงกำแพงด้านหลัง โดยไม่มีร่องรอยว่าผู้บาดเจ็บเดินออกไปทางใด
หลินเยว่คุกเข่าตรวจดูเลือด เขาแตะเพียงเล็กน้อยแล้วพบว่ามันแห้งสนิท แต่รอยเลือดกลับมีสีแดงสดผิดธรรมชาติ
เขาหยิบเศษผ้าขึ้นมาซับ แล้วสังเกตเห็นว่าบนกำแพงมีอักษรซ่อนอยู่ใต้คราบฝุ่น
ศาสตราไม่เลือกผู้แข็งแกร่ง แต่เลือกผู้ที่ยังไม่ถูกกำหนดชะตา
หลินเยว่ยังอ่านไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากด้านหลัง
“ข้าคิดว่าเจ้าจะใช้เวลานานกว่านี้กว่าจะกลับมา”
ชายชุดขาวยืนอยู่ตรงประตูหลัง เสื้อผ้าของเขายังสะอาดเหมือนเมื่อคืน ไม่มีร่องรอยว่าเคยต่อสู้หรือขนหีบหนัก ๆ เลยแม้แต่น้อย
“หีบอยู่ที่ไหน?” หลินเยว่ถาม
“เจ้าควรห่วงตัวเองมากกว่าหีบ”
“ถ้าท่านต้องการฆ่าข้า คงทำไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
ชายชุดขาวยิ้มเล็กน้อย “เจ้าฉลาดกว่าที่คิด แต่ยังไม่มากพอ”
เขายื่นมือออกมา ฝ่ามือมีรอยไหม้เป็นวงกลมเจ็ดเส้น
“ส่งแผ่นทองแดงมา แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป”
หลินเยว่รู้สึกเย็นวาบ แผ่นทองแดงอยู่ที่ห้องของเขา แต่ชายคนนี้กลับรู้ว่ามันอยู่กับเขา
“ข้าไม่มีสิ่งที่ท่านต้องการ”
“เจ้าพูดโกหกได้ไม่เก่งเลย”
ชายชุดขาวก้าวเข้ามา ปราณรอบตัวเขาก่อตัวเป็นแรงกดดันอีกครั้ง หลินเยว่พยายามถอย แต่ขากลับชาจนแทบยืนไม่อยู่
คราวนี้เขาไม่มีรถขนของ ไม่มีตรอกแคบ และไม่มีผู้คนให้ใช้เป็นที่กำบัง
เขามองไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนสังเกตเห็นคานไม้เก่าที่พาดอยู่เหนือประตู เมื่อคืนฝนตกหนัก น้ำซึมเข้าไปในเนื้อไม้จนผุกร่อน หากดึงสลักเหล็กที่ยึดคานออก คานนั้นอาจตกลงมาขวางทางได้
หลินเยว่หยิบมีดขว้างใส่สลัก
คานไม้ร่วงลงมาพร้อมฝุ่นหนาทึบ ชายชุดขาวขยับหลบอย่างรวดเร็ว แต่เพียงชั่วขณะนั้น แรงกดดันรอบตัวก็หายไป
หลินเยว่พุ่งผ่านประตูด้านข้าง วิ่งสุดแรงไปตามทางดิน
เขาไม่รู้ว่าตนเองจะหนีไปได้ไกลแค่ไหน แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้วิ่งเพราะต้องการเอาชีวิตรอดเพียงอย่างเดียว
เขาต้องการรู้ว่าเหตุใดคนเหล่านี้จึงกลัวแผ่นทองแดงมากกว่ากลัวสิ่งที่อยู่ในหีบ
เสียงชายชุดขาวดังตามหลังมา
“หลินเยว่! เจ้าหนีไปได้วันนี้ แต่จำไว้—ถ้าเจ้าเป็นหลินอู๋หมิงจริง ๆ คนที่ตามหาเจ้าไม่ได้มีเพียงข้า!”
หลินเยว่ไม่หันกลับไป
เขาวิ่งต่อจนถึงเชิงเขานอกเมือง ก่อนหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่และหันกลับไปมองกำแพงเมืองฉือเหอ
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า การส่งหีบเมื่อคืนไม่ใช่งานธรรมดา
มันเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ถูกปิดซ่อนไว้มานานสิบเจ็ดปี
และตอนนี้ ไม่ว่าเขาจะต้องการหรือไม่ ชื่อหลินอู๋หมิงก็ได้กลับมาอยู่ในโลกอีกครั้งแล้ว
ใต้เสื้อของเขา เหรียญทองแดงที่ชายชราทิ้งไว้เริ่มร้อนขึ้น
หลินเยว่หยิบมันออกมา
อักษรสามคำบนเหรียญเปลี่ยนไปแล้ว
จาก “ประตูไร้เงา” กลายเป็นข้อความสั้น ๆ ที่เขาอ่านแล้วรู้สึกเหมือนเลือดในกายหยุดไหล
“ศาสตราชิ้นแรกตื่นแล้ว”
ไกลออกไป ใต้ซากวิหารที่ฝังอยู่ใต้เมือง เสียงโซ่เหล็กขนาดมหึมาดังขึ้นหนึ่งครั้ง
แล้วเสียงของใครบางคนก็กระซิบจากหลังประตูหิน
“ในที่สุด... คนที่เจ็ดก็เริ่มเคลื่อนไหว”
เนื้อหานี้สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้พิมพ์หรือคัดลอก · DuckNovel
ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี