ตอนที่ 1
ตลาดที่ไม่มีใครขายชื่อจริง
ชาลี · 11 ต.ค. 69 · 12,773 ตัวอักษร
เสียงระฆังจากหอเฝ้าประตูดังขึ้นสามครั้ง
หลินเยว่หยุดมือขณะกำลังซ่อมตาชั่งทองแดงให้เจ้าของแผงขายเนื้อ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า แสงอาทิตย์ยังไม่ลับแนวหลังคา แต่เสียงระฆังกลับดังขึ้นก่อนเวลาปิดประตูเมืองเกือบสองชั่วยาม
ทั่วตลาดตะวันตกเงียบลงชั่วขณะ ก่อนผู้คนจะเริ่มเคลื่อนไหวราวกับได้รับสัญญาณที่เข้าใจกันอยู่แล้ว พ่อค้าหลายรายรีบเก็บสินค้า เจ้าของร้านขายยาดึงบานประตูลงครึ่งหนึ่ง ส่วนชายชราที่ขายถั่วต้มตรงหัวมุมถนนกลับยกหม้อออกจากเตาแล้วดับไฟอย่างไม่รีบร้อน
“วันนี้มีใครตายอีกหรือ?” หลินเยว่ถามขณะเก็บเครื่องมือ
ชายชราหรี่ตามองเขา “เจ้าเพิ่งมาอยู่เมืองฉือเหอได้กี่ปี ถึงยังถามคำถามแบบนี้?”
“ห้าปี”
“ห้าปีแล้วยังไม่รู้อีกหรือว่า เมื่อระฆังดังสามครั้ง คนในเมืองนี้ไม่ถามว่าใครตาย แต่ถามว่าศพหายไปหรือเปล่า”
หลินเยว่ขมวดคิ้ว
ชายชราก้มลงปิดฝาหม้อ “สิบปีที่ผ่านมา ศพจากเรือนจำใต้ดินหายไปสิบเก้าศพ ไม่มีร่องรอย ไม่มีพยาน และไม่มีใครกล้าสืบเรื่องนี้อย่างจริงจัง คนที่พยายามสืบคนล่าสุดก็หายตัวไปเมื่อเดือนก่อน”
“ถ้าอย่างนั้นเหตุใดทางการไม่ตรวจสอบ?”
“เพราะคนที่มีอำนาจสั่งตรวจสอบ อาจเป็นคนเดียวกับที่สั่งให้ศพหายไป”
หลินเยว่หัวเราะเบา ๆ “ท่านขายถั่วต้ม แต่เล่าเรื่องได้เหมือนนักเล่านิทาน”
“แล้วเจ้าเป็นใคร? ช่างซ่อมตาชั่งที่มีเงินติดตัวไม่ถึงสองเฉียน แต่ชอบถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง?”
รอยยิ้มของหลินเยว่จางลงทันที
ชายชราหัวเราะชอบใจ ก่อนยื่นถั่วต้มหนึ่งห่อให้เขา “เอาไป กินเสียบ้าง หน้าตาเหมือนคนอดข้าวมาสามวัน”
“ข้ายังไม่ได้จ่ายเงิน”
“ถือว่าให้คนที่อาจไม่มีโอกาสกินมื้อเย็น”
หลินเยว่รับห่อถั่วมา แต่ยังไม่ทันกล่าวขอบคุณ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลัง
“ในที่สุดก็หาเจอเสียที”
เขาหันไปพบชายร่างใหญ่สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้ามีแผลเป็นตั้งแต่คิ้วซ้ายลงมาถึงข้างจมูก ด้านหลังมีลูกน้องอีกสองคนยืนกอดอกขวางทางไว้
หลินเยว่ถอนหายใจ
วันนี้ดูเหมือนเขาจะไม่มีเวลาสนใจเรื่องศพหายอีกแล้ว
“ผู้ดูแลเฉิน” เขาทักทาย “ท่านมาตลาดด้วยตัวเองเช่นนี้ โรงรับจำนำคงมีกำไรดีไม่น้อย”
“อย่าเปลี่ยนเรื่อง เงินสิบสองตำลึงที่เจ้าติดข้าไว้ วันนี้ครบกำหนดแล้ว”
“ข้าจำได้”
“แล้วเงินอยู่ไหน?”
หลินเยว่ล้วงกระเป๋าเสื้อออกมาให้ดู ภายในมีเหรียญทองแดงอยู่สามเหรียญกับเศษเชือกเส้นหนึ่ง
ผู้ดูแลเฉินจ้องของในมือเขา ก่อนยิ้มอย่างคนที่รอคอยช่วงเวลานี้มานาน
“ดี เช่นนั้นข้าจะยึดของที่เจ้าจำนำไว้”
“ของชิ้นนั้นไม่มีราคา”
“ของไม่มีราคา เหตุใดเจ้าจึงยอมเอามาจำนำ?”
หลินเยว่ไม่ตอบ
ของที่เขาจำนำไว้เป็นกล่องไม้เก่าใบหนึ่ง ภายในมีเพียงป้ายหยกแตกครึ่งชิ้นซึ่งชายชราผู้เลี้ยงดูเขาทิ้งไว้ก่อนหายตัวไปเมื่อเจ็ดวันก่อน แม้ป้ายหยกจะไม่มีลวดลายตระกูลหรืออักษรระบุชื่อ แต่หลินเยว่ก็ไม่เคยคิดขายมัน
เขาเพียงต้องการยืมเงินมาจ่ายค่าเช่าห้อง และคิดว่าจะหาเงินมาซื้อคืนได้ทันเวลา
ดูเหมือนเขาจะคิดผิด
“ขอเวลาอีกหนึ่งวัน” หลินเยว่กล่าว
“เจ้าขอเวลามาสามครั้งแล้ว”
“ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย”
ผู้ดูแลเฉินยกมือขึ้น ลูกน้องคนหนึ่งก้าวออกมาพร้อมยื่นกระดาษสัญญาให้
“ลงชื่อ แล้วข้าจะให้เวลาเจ้าถึงเที่ยงคืน หากยังหาเงินมาชำระไม่ได้ ข้าจะขายของชิ้นนั้นทันที”
หลินเยว่รับกระดาษมาอ่านอย่างละเอียด ก่อนเงยหน้าขึ้น
“ตราชั่งของท่านก็โกง สัญญาของท่านก็โกง หรือว่าทั้งโรงรับจำนำไม่มีสิ่งใดตรงไปตรงมาสักอย่าง?”
สีหน้าผู้ดูแลเฉินเปลี่ยนไป
“เจ้ากล่าวหาอะไร?”
หลินเยว่ชี้ไปยังตราชั่งทองแดงที่ลูกน้องถือมาด้วย “ตราชั่งของพวกท่านตั้งศูนย์ผิด ด้านซ้ายหนักกว่าด้านขวาสามเฉียน ถ้าใช้ชั่งเงินจำนวนมาก ลูกค้าจะเสียเงินโดยไม่รู้ตัว”
“เรื่องไร้สาระ!”
“ถ้าไม่จริง ท่านก็ลองชั่งดู”
หลินเยว่หยิบเหรียญทองแดงจากพื้น วางลงบนจานชั่ง แล้วใช้นิ้วแตะขอบโลหะเบา ๆ เขาไม่จำเป็นต้องใช้ปราณหรือวิชาใด เพียงมองการสั่นของเข็มก็รู้ได้ว่าความคลาดเคลื่อนเกิดจากแกนหมุนที่ถูกถ่วงน้ำหนักไว้ด้านหนึ่ง
เขาซ่อมเครื่องชั่งมาตั้งแต่อายุสิบขวบ ความผิดปกติเพียงเล็กน้อยไม่อาจหลุดพ้นสายตาเขาได้
ผู้ดูแลเฉินกระชากตราชั่งกลับไป
“เจ้าคิดว่ารู้เรื่องเครื่องมือแล้วจะเอาชนะข้าได้หรือ?”
“ไม่เลย ข้าแค่คิดว่าคนที่โกงคนอื่นจนเป็นนิสัย คงไม่ชอบให้ใครรู้ว่าตัวเองโกงอย่างไร”
ผู้คนรอบตลาดเริ่มหันมามอง ลูกน้องทั้งสองขยับเข้ามาใกล้ แต่ผู้ดูแลเฉินกลับยกมือห้าม เขาไม่ต้องการให้เกิดเรื่องกลางตลาด เพราะข่าวเรื่องตราชั่งโกงอาจทำให้ลูกค้าหนีไปหมด
“เที่ยงคืน” เขากล่าวเสียงเย็น “ถ้าเจ้าไม่เอาเงินมา ข้าจะขายของของเจ้า และอย่าคิดว่าการซ่อมเครื่องชั่งเป็นจะช่วยให้เจ้ารอดได้ทุกครั้ง”
หลินเยว่โค้งศีรษะให้เล็กน้อย “ขอบคุณที่เตือน”
เมื่อคนทั้งสามเดินจากไป ชายชราขายถั่วต้มก็หัวเราะจนไหล่สั่น
“ปากเจ้าจะพาไปตายเข้าสักวัน”
“ก่อนจะตาย ข้าต้องหาเงินสิบสองตำลึงให้ได้ก่อน”
“เช่นนั้นข้าก็มีงานให้เจ้า”
หลินเยว่หันกลับมามอง
ชายชราเก็บหม้อใส่รถเข็น พลางลดเสียงลง “มีคนกำลังหาคนขนของจากคลังร้างทางเหนือ ค่าจ้างสูงมาก แต่ต้องส่งของก่อนระฆังครั้งที่สี่”
“ขนอะไร?”
“ไม่รู้”
“ส่งให้ใคร?”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
หลินเยว่จ้องหน้าอีกฝ่าย
“ท่านกำลังแนะนำงาน หรือกำลังแนะนำหลุมฝังศพให้ข้า?”
“งานสุจริตไม่เคยจ่ายแพงขนาดนั้นหรอก” ชายชราตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน “แต่เจ้าต้องการเงิน และคนที่จ้างงานนี้กำลังรอคนที่ไม่ถามมากเกินไป”
หลินเยว่ก้มมองเหรียญสามเหรียญในมือ จากนั้นนึกถึงป้ายหยกที่โรงรับจำนำ
เขาไม่มีทางเลือกมากนัก
“คลังอยู่ที่ไหน?”
ชายชราชี้ไปทางเหนือ “ก่อนฟ้ามืด จงไปให้ถึง และไม่ว่าเจ้าจะเห็นอะไร อย่าเอ่ยชื่อของมันออกมา”
“เหตุใด?”
ชายชราไม่ตอบ เขาเพียงเข็นรถออกจากตลาด ทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ให้หลินเยว่ครุ่นคิด
“บางชื่อไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์มีสิทธิ์เรียก”
หลินเยว่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บเครื่องมือใส่กระเป๋าและเดินไปทางประตูเหนือ
เขาคิดว่าตนเองกำลังไปทำงานขนของธรรมดาเพื่อหาเงินใช้หนี้
แต่เมื่อผ่านประตูเมือง เขากลับเห็นทหารยามสี่คนกำลังขนหีบไม้สีดำขึ้นรถม้าคันหนึ่ง หีบนั้นถูกพันด้วยเชือกสีแดงเจ็ดรอบ และไม่มีตราประจำหน่วยใดปรากฏบนรถ
หลินเยว่หยุดมองเพียงชั่วครู่ ก่อนรีบเดินต่อ
เขายังไม่รู้ว่าหีบใบเดียวกันนี้กำลังรอเขาอยู่ในคลังร้าง
และยิ่งไม่รู้ว่า คนที่ออกคำสั่งให้ขนหีบนั้นเข้ามาในเมือง ได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน
คลังร้างทางเหนือเงียบกว่าที่หลินเยว่คาดไว้ กำแพงอิฐพังไปครึ่งหนึ่ง หญ้าสูงขึ้นถึงเข่า และป้ายไม้เหนือประตูเหลืออักษรเพียงสองตัวที่อ่านได้ว่า “คลังหลวง”
หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมสีเทายืนรออยู่ใต้ชายคา ใบหน้าของนางถูกปิดด้วยผ้าบางจนเห็นเพียงดวงตา
นางไม่ถามชื่อเขา ไม่ถามว่าเคยทำงานอะไรมาก่อน เพียงวางถุงเงินลงบนลังไม้
“เจ้าคือคนที่ตลาดส่งมา?”
“ถ้าท่านหมายถึงคนที่ต้องการเงินสิบสองตำลึงก่อนเที่ยงคืน ก็คงใช่”
“งานง่ายมาก ขนหีบจากห้องด้านในไปส่งที่ประตูทิศใต้ อย่าเปิดหีบ และอย่าให้มันกระแทกพื้น”
หลินเยว่เปิดถุงเงินดู เงินด้านในมีมากกว่าค่าจ้างที่ตกลงกันไว้เสียอีก
“เหตุใดจึงจ่ายล่วงหน้ามากขนาดนี้?”
“เพราะคนก่อนหน้าเจ้าปฏิเสธงาน”
“แล้วเหตุใดข้าจึงควรรับ?”
หญิงสวมผ้าคลุมมองเขานิ่ง “เพราะเจ้าต้องใช้เงินคืนนี้ และข้าไม่มีเวลาหาคนอื่นแล้ว”
หลินเยว่ไม่ชอบคำตอบนี้ แต่เงินในถุงเพียงพอให้เขาซื้อป้ายหยกคืน และยังเหลือพอสำหรับค่าเช่าห้องเดือนหน้า
เขาจึงรับงาน
“หีบอยู่ที่ใด?”
หญิงคนนั้นชี้ไปยังประตูด้านใน “จำคำสั่งให้ดี อย่าเปิดมัน ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร”
หลินเยว่หยิบตะเกียงขึ้นมา “ถ้ามีคนอยู่ข้างใน?”
“โดยเฉพาะถ้ามีเสียงคน”
คำตอบนั้นทำให้เขาอยากปฏิเสธงานขึ้นมาในทันที แต่หญิงผู้นั้นเดินจากไปแล้ว ราวกับเชื่อว่าเมื่อเขารับเงินไป เขาก็ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนใจ
หลินเยว่ก้าวเข้าสู่คลัง กลิ่นฝุ่นชื้นและสนิมเก่าลอยปะทะจมูก ชั้นวางไม้สองข้างทางว่างเปล่า มีเพียงรอยลากบนพื้นทอดลึกเข้าไปถึงห้องด้านใน
หีบไม้สีดำตั้งอยู่บนแท่นหินเตี้ย ๆ
ไม่มีลวดลาย ไม่มีแม่กุญแจ ไม่มีตราประจำตระกูล มีเพียงเชือกสีแดงเจ็ดปมพันรอบฝาอย่างแน่นหนา
หลินเยว่เดินวนตรวจดู เขาพบรอยฝุ่นบนพื้นถูกปัดออกเป็นวงกว้าง แสดงว่ามีคนเคลื่อนย้ายหีบไม่นานมานี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือแท่นหินใต้หีบไม่มีรอยกดหรือรอยครูดเลย
หีบหนักขนาดนี้ไม่ควรตั้งอยู่บนแท่นโดยไม่ทิ้งร่องรอย
เขาคุกเข่าลง ตรวจดูใต้ฐาน แล้วพบอักษรเก่าสลักอยู่บนหิน
“ผู้ถือครองคนแรก... อย่าเชื่อ...”
ข้อความส่วนที่เหลือถูกขูดจนเสียหาย
หลินเยว่กำลังจะใช้ตะเกียงส่องให้ชัดขึ้น เสียงเคาะเบา ๆ ก็ดังมาจากภายในหีบ
ก๊อก
เขานิ่งไป
เสียงดังขึ้นอีกครั้ง
ก๊อก ก๊อก
หลินเยว่ลุกขึ้นช้า ๆ แล้วถอยออกมาสองก้าว
“ถ้าเป็นคนอยู่ข้างใน ข้าจะไปตามคนมาช่วย”
ไม่มีคำตอบ
“ถ้าไม่ใช่คน ก็ช่วยส่งเสียงให้ข้ารู้หน่อย”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง เขาเริ่มคิดว่าตนเองอาจได้ยินเสียงจากไม้เก่าที่กำลังหดตัว แต่ก่อนจะทันหันหลัง เสียงหนึ่งก็ดังลอดออกมาจากหีบ
“ในที่สุด... เจ้าก็มาถึง”
หลินเยว่จับตะเกียงแน่น
เสียงนั้นแหบพร่า คล้ายโลหะเสียดสีกับหิน ไม่ใช่เสียงของคนที่กำลังขอความช่วยเหลือ แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่รอคอยมานานจนลืมไปแล้วว่าต้องพูดกับมนุษย์อย่างไร
“เจ้าเป็นใคร?”
“คำถามผิด”
“แล้วคำถามที่ถูกคืออะไร?”
เสียงภายในหีบเงียบไปครู่หนึ่ง
“ใครเป็นคนบอกเจ้าว่า... เจ้าชื่อหลินเยว่?”
เปลวไฟในตะเกียงสั่นไหว ทั้งที่ไม่มีลมพัด
หลินเยว่ไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาใช้ชื่อนี้มาตั้งแต่จำความได้ ชายชราผู้เลี้ยงดูเขาเป็นคนตั้งให้ แต่เมื่อนึกย้อนกลับไป เขากลับพบความทรงจำประหลาดอย่างหนึ่ง
ชายชราไม่เคยเรียกเขาด้วยชื่อเต็ม
แม้แต่ตอนที่เขาป่วยหนักเมื่ออายุสิบขวบ ชายชราก็เรียกเขาเพียงว่า “เด็กน้อย”
หลินเยว่กำลังจะถามต่อ เสียงเคาะกลับดังขึ้นจากใต้แท่นหิน คราวนี้เสียงนั้นไม่เหมือนมาจากหีบ
เขาค่อย ๆ ก้มลงตรวจดูพื้น แล้วพบแผ่นทองแดงซ่อนอยู่ในช่องเล็ก ๆ ใต้แท่น บนแผ่นทองแดงมีอักษรเจ็ดบรรทัด แต่หกบรรทัดแรกถูกขูดและเผาทำลายจนแทบอ่านไม่ออก
เหลือเพียงข้อความบรรทัดสุดท้าย
“เมื่อผู้ไร้นามจับศาสตรา ประตูที่เจ็ดจะเริ่มหายใจ”
หลินเยว่ยังไม่เข้าใจความหมาย เขาเพียงรู้ว่าตราที่สลักอยู่มุมแผ่นทองแดงเป็นวงกลมมีเส้นเจ็ดเส้น เหมือนตราที่หญิงสวมผ้าคลุมใช้ก่อนหน้านี้
เขารีบเก็บแผ่นทองแดงไว้ในอกเสื้อ แล้วคว้าสายรัดเพื่อเตรียมขนหีบออกจากคลัง
“อย่าเอามันไป”
เสียงจากหีบดังขึ้นอีกครั้ง
หลินเยว่ชะงัก “อะไร?”
“อย่าเอาแผ่นนั้นออกไปจากที่นี่”
“เจ้าบอกว่าข้ามาช้าไปสิบเจ็ดปี แล้วตอนนี้กลับห้ามข้าเอาสิ่งนี้ออกไป เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”
เสียงภายในหีบแผ่วลง
“ข้าต้องการให้เจ้ายังมีชีวิตอยู่ เมื่อเจ้ารู้ความจริง”
หลินเยว่ไม่ชอบคำพูดนั้นเลย เขาตัดสินใจว่าหลังส่งหีบเสร็จจะหาคนอ่านอักษรบนแผ่นทองแดงให้ได้ จากนั้นจะเลิกยุ่งกับเรื่องนี้โดยเด็ดขาด
เขารัดเชือกรอบหีบ ยกมันลงจากแท่น และลากออกจากคลังโดยไม่เปิดฝาแม้แต่น้อย
เมื่อถึงประตูทิศใต้ ฟ้าก็มืดลงแล้ว แต่คนที่มารอรับของกลับไม่ใช่หญิงสวมผ้าคลุม
ชายหนุ่มชุดขาวยืนอยู่ข้างเสาประตู เสื้อผ้าของเขาสะอาดไร้ฝุ่น รองเท้าปักลายเมฆเงิน และดวงตาสงบนิ่งราวกับไม่เคยมีสิ่งใดทำให้เขาประหลาดใจ
เขามองหีบเพียงแวบเดียว ก่อนหันมาหาหลินเยว่
“เจ้าเปิดมันหรือ?”
“ไม่”
“เช่นนั้นเจ้าคงได้ยินเสียง”
หลินเยว่ไม่ตอบ
ชายชุดขาวยิ้มบาง ๆ “ข้าถามเพราะอยากให้เจ้าเลือกคำตอบที่ทำให้ตัวเองอยู่รอด”
“ถ้าท่านอยากรู้ว่าข้าได้ยินอะไร เหตุใดไม่ถามตรง ๆ?”
“เพราะบางคำตอบ เมื่อพูดออกมาแล้ว จะไม่มีวันเรียกคืนได้”
เขาหยิบเหรียญเงินออกมาหนึ่งเหรียญ โยนให้หลินเยว่ เหรียญหมุนกลางอากาศก่อนตกลงในมือของชายหนุ่ม
บนเหรียญไม่มีปีผลิต ไม่มีชื่อโรงหล่อ มีเพียงรอยขีดเจ็ดเส้นเรียงเป็นวง
“รับเงิน แล้วลืมเรื่องหีบเสีย”
หลินเยว่พลิกเหรียญดู ก่อนโยนคืน
“ข้ารับเงินค่าขนของไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องรับเงินค่าลืมความจำด้วย”
รอยยิ้มของชายชุดขาวหายไป
ลมรอบประตูหยุดนิ่ง ใบไม้ที่ปลิวอยู่กลางอากาศค้างอยู่ชั่วขณะ ความกดดันหนักหน่วงแผ่เข้ามาจนหลินเยว่รู้สึกราวกับมีภูเขากดลงบนไหล่
นี่คือปราณของผู้ฝึกตน
หลินเยว่ไม่มีแม้แต่พื้นฐานในการต้านทาน เขาพยายามขยับขา แต่กล้ามเนื้อกลับหนักอึ้ง ชายชุดขาวเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว
“บอกข้ามาว่าเสียงในหีบพูดอะไร”
หลินเยว่กัดฟัน เขารู้ดีว่าหากชายผู้นี้ต้องการทำร้ายเขา เขาคงไม่มีทางสู้ได้ แต่ขณะที่กำลังหาทางหนี เขาสังเกตเห็นเงาบนพื้น
เงาของเสาทั้งหมดทอดไปทางตะวันออก ยกเว้นเงาของเสาที่ชายชุดขาวยืนพิงอยู่ มันทอดไปทางเหนือ ทั้งที่ตะเกียงของยามเฝ้าประตูตั้งอยู่ทางเดียวกัน
มีบางอย่างผิดปกติ
หลินเยว่ก้มมองพื้น แล้วพูดขึ้นช้า ๆ
“ท่านควบคุมลมได้ แต่ภาพที่ปรากฏบนพื้นกลับหลอกข้าไม่ได้”
ชายชุดขาวหยุดเดิน
เพียงชั่วพริบตา แรงกดดันรอบตัวหลินเยว่ก็อ่อนลง เขาทิ้งตัวลงกับพื้น กลิ้งหลบไปหลังรถขนของ แล้วใช้มีดตัดเชือกที่รัดหีบไว้กับรถ
หีบหนักกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
ชายชุดขาวหันไปมองตามเสียงโดยสัญชาตญาณ หลินเยว่ฉวยโอกาสวิ่งเข้าไปในตรอกแคบ ทิ้งรถและหีบไว้เบื้องหลัง
เสียงตะโกนดังตามมา
“อย่าให้เขาไปถึงหอระฆัง!”
หลินเยว่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายชุดขาวจึงกลัวเขาไปถึงหอระฆัง ทั้งที่เขาไม่เคยคิดจะไปที่นั่นด้วยซ้ำ
แต่เมื่อวิ่งผ่านหัวมุมถนน เขากลับเห็นทหารยามกลุ่มหนึ่งกำลังปิดทางเข้าเมืองชั้นใน และทุกคนสวมเครื่องหมายเดียวกับที่ปรากฏบนเหรียญเงิน
วงกลมซึ่งถูกขีดทับด้วยเส้นเจ็ดเส้น
หลินเยว่ไม่กล้าหยุด เขาวิ่งต่อจนถึงห้องเช่าของตน ล็อกประตู แล้วทรุดตัวลงข้างโต๊ะไม้เก่า
เขารอดมาได้ แต่หีบยังอยู่ในมือชายชุดขาว และสิ่งเดียวที่เหลืออยู่กับเขาคือแผ่นทองแดงซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้คนทั้งเมืองตามล่า
หลินเยว่จุดตะเกียง วางแผ่นทองแดงลงบนโต๊ะ แล้วพลิกดูอีกด้าน
มีข้อความเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ตรงขอบ
“หากเขาจำชื่อตนเองได้ จงอย่าให้เขาพบกระบี่”
เขาอ่านซ้ำสองครั้ง แต่ยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่เข้าใจ
ใครคือคนที่ต้องจำชื่อตนเอง?
และกระบี่ที่ว่านั้นคือกระบี่ใด?
ก่อนที่เขาจะหาคำตอบได้ เสียงระฆังจากหอเฝ้าประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
สามครั้ง
คราวนี้ไม่มีเสียงผู้คน ไม่มีเสียงรถม้า ไม่มีแม้แต่เสียงสุนัขเห่าจากตรอกข้างบ้าน
เมืองฉือเหอทั้งเมืองเงียบสนิทราวกับกำลังรอฟังบางสิ่ง
หลินเยว่เดินไปที่หน้าต่าง เงยหน้ามองหลังคาฝั่งตรงข้าม แล้วพบชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
ร่างผอมในเสื้อคลุมเก่า มือถือไม้เท้าและโคมไฟที่ไม่มีเปลวไฟ
หลินเยว่จำท่าทางนั้นได้ทันที
ชายชราผู้เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก
คนที่หายตัวไปเมื่อเจ็ดวันก่อน และถูกประกาศว่าเสียชีวิตแล้วในทะเบียนเมือง
“ท่านอาจารย์!”
ชายชราไม่ตอบ เขายกมือขึ้นชี้มายังแผ่นทองแดงบนโต๊ะ ก่อนเอ่ยคำที่หลินเยว่ไม่เคยได้ยินจากปากของเขามาก่อน
“อย่าเชื่อชื่อที่พวกเขาให้เจ้า”
แสงจากโคมดับลง
หลินเยว่รีบเปิดหน้าต่างและปีนขึ้นไปบนหลังคาฝั่งตรงข้าม แต่ที่นั่นไม่มีใครอยู่แล้ว เหลือเพียงรอยเท้าเปียกน้ำหนึ่งคู่ซึ่งทอดไปถึงขอบหลังคา ก่อนหยุดลงกลางอากาศอย่างไม่มีเหตุผล
เขากลับเข้าห้องด้วยหัวใจที่เต้นแรง แผ่นทองแดงบนโต๊ะเริ่มร้อนขึ้นทีละน้อย
ตัวอักษรที่ถูกขูดทิ้งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นใหม่ ราวกับมีใครกำลังเขียนจากอีกด้านหนึ่งของแผ่นโลหะ
ชื่อหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
ผู้ถือครองศาสตราคนที่หนึ่ง — หลินอู๋หมิง
หลินเยว่ไม่รู้จักชื่อนี้ แต่เมื่ออ่านจบ เขากลับรู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางอก ความทรงจำบางอย่างวูบผ่านเข้ามา เป็นภาพของห้องมืด เสียงโลหะแตกหัก และใครบางคนกำลังเรียกชื่อเขาจากอีกฟากของประตู
เขาพยายามนึกต่อ แต่ภาพนั้นหายไปทันที
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากที่ไกลแสนไกล
ไม่ใช่เสียงระฆัง
เป็นเสียงโลหะเสียดสีกับไม้
หลินเยว่หันไปมองทางทิศใต้ ที่ซึ่งหีบสีดำถูกทิ้งไว้
แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายถนน เขากลับได้ยินเสียงเคาะจากภายในหีบอย่างชัดเจน
ก๊อก
ก๊อก
ก๊อก
ครั้งนี้มันไม่ได้เคาะเพื่อขอให้ใครเปิดฝา
มันกำลังพยายามออกมา
และในคืนเดียวกันนั้น ใต้ซากวิหารที่ถูกฝังอยู่ลึกลงไปใต้เมืองฉือเหอ ประตูหินบานหนึ่งซึ่งปิดตายมานานสามร้อยปี ได้เกิดรอยร้าวเส้นแรกขึ้น
เนื้อหานี้สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้พิมพ์หรือคัดลอก · DuckNovel
ชอบตอนนี้ไหม? ทิปเป็นกำลังใจให้ ชาลี