เรือนไม้หลังคาแดงริมคลอง

ตอนที่ 1 · ฝนในคืนเดือนมืด

ตอนที่ 1

ฝนในคืนเดือนมืด

ฟ้าคราม · 14 ก.ย. 69 · 3,360 ตัวอักษร

“ระบบ นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่” ยายเผื่อนเอ่ยขึ้น

ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก

ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก

“ระบบ นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่” ยายเผื่อนเอ่ยขึ้น

ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ มิ่งก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ

“วันนี้ฉันเลี้ยงเอง อย่าเพิ่งปฏิเสธ” มิ่งเอ่ยขึ้น

ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น ยายเผื่อนแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่

ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ ยายเผื่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก ยายเผื่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก

ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก ยายเผื่อนวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี

กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ ยายเผื่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก มิ่งกำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา

“คนที่หัวเราะทีหลัง มักจะหัวเราะดังกว่าเสมอ” มิ่งเอ่ยขึ้น

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก

หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก

พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น มิ่งหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน

มิ่งหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน ยายเผื่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา

เสียงหัวเราะดังมาจากลานกว้าง เด็กๆ วิ่งไล่กันไม่สนใจสิ่งใด ยายเผื่อนยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

มิ่งก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

ยายเผื่อนวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น ยายเผื่อนแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่

แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก มิ่งหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี

มิ่งก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน มิ่งหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน

“ขอบคุณนะ ที่ยังอยู่ตรงนี้” ยายเผื่อนเอ่ยขึ้น

เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ

ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้ ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น ยายเผื่อนแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ ยายเผื่อนยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ มิ่งก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (1)

  • ม

    มินนี่ 19 ก.ย. 69

    ชอบบรรยากาศเรื่องนี้มาก