ตอนที่ 1
หัวใจที่สั่นไหว
ทรายแก้ว · 10 มี.ค. 69 · 3,675 ตัวอักษร
ต้นหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้ ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ
รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก เสียงหัวเราะดังมาจากลานกว้าง เด็กๆ วิ่งไล่กันไม่สนใจสิ่งใด
ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี น้ำฝนหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน ต้นวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ
ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น
ต้นหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก น้ำฝนหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น ต้นแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก น้ำฝนก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน
“ข้าไม่ได้มาเพื่อขออนุญาต ข้ามาเพื่อบอกให้รู้” ต้นเอ่ยขึ้น
หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ
หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ
“ถ้าไม่ลองเสี่ยงสักครั้ง จะรู้ได้ยังไงว่าทำได้” น้ำฝนเอ่ยขึ้น
เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้
“ขอบคุณนะ ที่ยังอยู่ตรงนี้” ต้นเอ่ยขึ้น
พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ
ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก น้ำฝนหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน
น้ำฝนก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี
ต้นยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก
ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น ต้นแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก
รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ
“คนที่หัวเราะทีหลัง มักจะหัวเราะดังกว่าเสมอ” ต้นเอ่ยขึ้น
ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ
เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก น้ำฝนก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน น้ำฝนก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ
“อีกนิดเดียว… อีกนิดเดียวเท่านั้น” ต้นเอ่ยขึ้น
ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น ต้นแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา น้ำฝนกำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา
ต้นวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น
น้ำฝนก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น
รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา น้ำฝนหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
เนื้อหานี้สงวนลิขสิทธิ์ ไม่อนุญาตให้พิมพ์หรือคัดลอก · DuckNovel